[FIC][EXO] summer night'S Dream - 12 (end)

posted on 09 Apr 2014 11:11 by ks-night
 
 

Title : summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------
 
 
12 - สัตย์
 
 

            “...”

            ถ้าหากว่านี่คือฝัน...ขอเขาวิงวอน ขอปรารถนา...ที่จะไม่ต้องลืมตาตื่นขึ้นอีกเลยชั่วนิรันด์

            ปลายนิ้วกร้านสั่นระริกเลื่อนผละออกจากคางเรียวสวย แตะสัมผัสลงบนกลีบปากแดงก่ำฉ่ำชุ่มที่เมื่อครู่เพิ่งจะขยับไหวเป็นถ้อยคำ อย่างระมัดระวัง...ราวกับหากสัมผัสด้วยแรงมากกว่านี้นิด...ภาพฝันตรงหน้าจะปริแตกพังทลาย...

            ...และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

            เด็กหนุ่มหยุดหายใจ เหมือนลืมเลือนวิธีที่จะทำอย่างนั้นไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้า ทั้งที่สองมือยังคงบดบังดวงตาของตัวเองเอาไว้

            “ไม่ ไม่ ไม่” อีกฝ่ายกระซิบ...พร่ำว่า...

            “มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้...”

            เสียงนั้นสั่นเครือ เต็มไปด้วยความหวั่นกลัว สับสนไม่แน่ใจ

            “ผลลัพธ์มันเลวร้าย มันจะทำร้ายทุกคน”

            คริสยังคงอดทนฟัง...คำที่เคยทำร้ายหัวใจเหล่านั้น ขณะที่ค่อยๆ ลดแขนลง จากเดิมซึ่งเคยกางกั้น กักอีกฝ่ายไม่ให้หลีกหนี เปลี่ยนเป็นแตะแผ่วเบาที่หลังมือเรียบ บรรจงเกี่ยวดึงมือเรียวของอีกฝ่ายที่มาบดบัง กีดขวางไม่ให้สายตาของพวกเขาได้สานสบ...ได้มองกัน

            “...ฮึก”

            จื่อเทาสะอื้น ทว่าก็ยังปล่อยมือไปตามแรงชักจูง ให้อีกฝ่ายดึงไป ให้กอบกุมเอาไว้

            “ทำไมถึงเป็นแบบนี้... มันไม่ควรเลย” ยิ่งนานคำพูดยิ่งพรูพร่าง ตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่จะเกิด ถึงผลอันเลวร้ายที่จะตามมาในภายหลัง ให้ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น...

            จนแทบจะมองเห็นว่ามันอยู่ตรงหน้านั้นเอง...

            ชายหนุ่มมองลึกลงในแววตาคู่สวย ผ่านม่านน้ำตาที่พร่างพรูอย่างน่าปวดใจ เขามองเห็นความหวาดกลัวอันแจ่มชัดในดวงตาคู่นั้น ตุ้ยจางหนุ่มกระชับมือเรียวที่ตนกอบกุมอยู่ บีบเบาๆ เพื่อประโลมปลอบหวังให้อีกฝ่ายคลายความกังวลหวั่นกลัวใดๆ

            “...พี่จะต้องเสียใจทีหลังที่เรื่องมันเป็นแบบนี้”

            คริสรับฟังโดยสงบ ก่อนจะพยักหน้าครั้งหนึ่ง ตอบเสียงราบเรื่อย ว่าบางทีเขาอาจจะเสียใจ แล้วจึงคลี่ยิ้มบางเบา...พูดต่อด้วยเสียงที่เรียบเรื่อยนุ่มนวลเหมือนเช่นเดิม

            “แต่นายรู้ไหม...ตอนนี้พี่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลยนะ”

            คนอายุน้อยกว่าชะงัก...

            “พี่รักนาย จื่อเทา...รัก...”

            เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อเม้มริมฝีปาก หัวใจเหมือนวูบดิ่งลงจากสะพานแขวนสู่หุบเหวที่เต็มไปด้วยดงหนาม ทั้งเวิ้งว้างทั้งเจ็บปวด... ราวกับถูกหนามจำนวนนับไม่ทิ่มตำทำร้าย ใช่ว่าเขาไม่รัก ใช่ว่าไม่อยากอยู่ใกล้... ใช่ว่าหัวใจไม่สั่นไหวพองโตยามถูกโอบประคองทะนุถนอม แต่ไม่ว่าอย่างไร... เขาก็ยังคงสั่นศีรษะ พูดออกมาเสียงเครือ...

            “แค่คำว่ารัก...สำหรับเรามันไม่พอหรอกครับ”

            บางที ถ้าพวกเขาต่างเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา อาจสามารถละเลยเสียงและสายตาดูแคลนจากรอบข้าง ปล่อยตัวหัวใจ...ให้สองมือนี้เกี่ยวกุมกันไว้ นิจนิรันดร์ไม่แยกจาก หากแต่ไม่ว่าจะหลับฝันไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ...เมื่อรุ่งอรุณมาถึง ก็จำเป็นต้องตื่นขึ้นมามองความจริงตรงหน้า

            เขาไม่ใช่แค่หวงจื่อเทา แต่เป็น เทา

            คนที่ยืนกุมมือกันอยู่นี้ไม่เพียงใช่อู๋อี้ฟาน แต่ยังเป็น คริส

            พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้ชายธรรมดาที่สามารถทำทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา พวกเขาเป็นไอดอล...มีหน้าที่ มีภาระ มีความรับผิดชอบมากมายอันจำเป็นต้องแบกรับ มีสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละทิ้งปล่อยวางได้

            แค่คำว่ารัก...มันยังไม่พอ ยังไม่สามารถพอได้

            มืออุ่นจับประคองยกมือเรียวสั่นเทาที่ตนเกี่ยวกุมไว้ขึ้นประทับจุมพิตที่ปลายนิ้ว

            “พี่รู้...” คนอายุมากกว่ากระซิบแผ่ว...

            เทาพยักหน้า...เชื่องช้า... “ใช่ พี่รู้... ผมรู้ว่าพี่รู้...”

            “พวกเราต่างก็รู้ว่าจุดจบของเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องดีไปได้ ไม่ว่ายังไง... ในท้ายที่สุดของความสัมพันธ์นี้ ก็คือการที่พวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

            ...หากสุดท้ายแล้วก็ต้องแยกจาก อย่างนั้นสู้ไม่จับมือกันแต่แรก...แบบนั้นมันเจ็บปวดน้อยกว่าไม่ใช่รึไง...

            ปลายนิ้วเรียวเหมือนกำลังจะเลื่อนผละออกห่างจากริมฝีปากนุ่ม หากไม่ใช่เพราะฝ่ามืออบอุ่นแข็งแกร่งที่เหนี่ยวรั้งเอาไว้

            “อย่า...พยายามเลยครับ...หยุดเถอะ...”

            เสียงที่ท้ายประโยคนั้นเบากว่าที่อยากให้เป็น ด้วยคนพูดถูกดวงตาของอีกฝ่ายสะกดเอาไว้ ไม่อาจฝืนทนทำเสียงกร้าวเย็นชาได้อย่างที่ตั้งใจ ด้วยดวงตาเรียวยาวคู่นั้นที่ยังคงทอประกาย อ่อนหวานมั่นคง ...โศกซึ้งอ้อนวอน... ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยนับจากวันแรกที่เขาได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับตน

            ..ไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าเขาจะทำเรื่องร้ายกาจมากมายเท่าไหร่

            “พี่รู้...”

            “พี่รู้คำว่ารักคำเดียวมันไม่พอ พี่รู้ว่าสิ่งที่นายอยากยึดยื้อเอาไว้มีน้ำหนักมากมาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นายเห็นว่ามีค่าสำคัญกว่า แต่จื่อเทา...จื่อเทา...ถ้ารักคำเดียวไม่พอ ถ้าอย่างนั้น...พี่ขอให้เพิ่มอีกคำนึงได้ไหม...”

            เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ รู้ตัวว่าไม่ควรฟัง แต่คริสก็เลือกที่จะมองข้ามกริยาอย่างนั้น รั้งดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ กล่าวคำพูดของตนต่อไป

            “เพิ่มจากคำว่ารัก...เพิ่มคำว่าเชื่อใจ

            ...เทาขยับตัว คิดจะขืนตัวออกห่าง ก่อนที่ขีดเส้นสุดท้ายแห่งความยับยั้งชั่งใจ ก่อนที่เส้นด้ายเส้นสุดท้ายซึ่งยึดยื้อความผิดชอบชั่วดีทั้งปวงจะถูกถ้อยคำอันหวานหูซ่านใจ...

            ...เถือถากให้ขาดลง

            “ให้นายเชื่อใจพี่...เชื่อว่าไม่ว่าต่อไปข้างหน้าจะเกิดอะไรพี่ก็จะอยู่กับนาย จะไม่ทิ้งนายไปไหน”

            ไม่ฟัง...ต้องไม่ฟัง

            อย่าฟัง ถ้ามากกว่านี้ ถ้าตกลงไปลึกกว่านี้ เขาจะไม่สามารถหักห้าม จะไม่สามารถตัดใจ จะไม่สามารถไถ่ถอนตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างแน่นอน...อย่าให้เขาได้ตกหลุมรักไปมากกว่านี้อีกเลย

            “...เชื่อพี่ได้ไหม...ว่าวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ด้วยกันที่นายพูดถึง...นั่นคือวันที่พี่จะไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว เชื่อได้ไหม...เชื่อในความรักของพี่ ของเรา...เชื่อเถอะนะจื่อเทา...”

            “...พี่อี้ฟาน...”  อย่าพูดเลย...

            เด็กหนุ่มทำได้แต่ร้องเรียกชื่อของอีกฝ่าย คำหักห้ามทั้งหลายเพียงวนเวียนอยู่ที่ปลายลิ้น ไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นถ้อยความ เพราะเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ ...ว่าตนปรารถนาที่จะ ได้ยิน

 

 

            “...เชื่อได้ไหม ว่าพี่จะรักและมั่นคงกับนาย...

            ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ 

            ยามมีหรือยามยาก 

            ยามสบาย หรือยามป่วยไข้ 

            สัญญาว่า...จะรักใคร่และให้เกียรติ... 

            จะอยู่เคียงข้าง จะกุมมือนี้ไว้...ไม่คิดปล่อยไป


 

            ...จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน”

 

            คำกระซิบแม้ดังที่ข้างหู แต่เสียงได้ชำแรกลึกเข้าไปมากกว่านั้น กังวานดังไม่เพียงแต่ในโสตประสาท ทว่าสะท้อนก้องอยู่ในบ่อบึงที่ลึกที่สุดของหัวใจ

            “เชื่อพี่ได้ไหม จื่อเทา...เชื่อที...”

            เด็กหนุ่มนิ่งไป... เหมือนนาน เหมือนไม่ใช่

            ผู้ชายคนนี้...ผู้ชายคนนี้...ทำไมถึงได้อดทนกับเขาได้มากขนาดนี้ ทำไม ทำไม...

            ทว่ายิ่งคิดลึกซึ้ง คำตอบก็ยิ่งกระจ่างมากขึ้น ว่าที่แท้แล้วเหตุผลนั้นง่ายแสนง่าย

            ก็แค่รักเท่านั้นเอง

            รักอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ด้วยเหตุผล ไม่ถูกบดบังด้วยข้อจำกัดมากมายที่ก่อกั้นขึ้นมาบังไว้

            รักด้วยด้วยหัวใจ...แค่หัวใจ...

 

            ก็เท่านั้นเอง
 

 

            ร่างประเปรียวแข็งแรงเหมือนหุ่นที่หลุดจากเชือกชัก ซวนซบลงกับบ่าแข็งแรง น้ำตาซึ่งคิดว่าแห้งเหือดแล้วจนหยดสุดท้าย ไม่ทราบว่าทะลักทลายมาจากที่ใด ทว่าไหลเอ่อท้วมท้นออกมาเป็นอันมาก ย้อมเสียจนเสื้อของคนอายุมากกว่าชุ่มโชกเป็นวง

            

            “ผม..ฮึ...ก...ผมเชื่อ...พี่...”


 

            ประโยคนั้นแทบฟังไม่เป็นคำ ปนเปด้วยคำพูด ด้วยด้วยเสียงสะอื้น อู้อี้อยู่กับบ่าแข็งแรง


            “ผมเอง..ก็..ฮึก...ก็รักพี่...เหมือนกัน...”


 

            แค่เพียงคำนี้...

            แค่คำนี้เท่านั้น

            คริสพบว่าความเจ็บปวดทั้งหมดที่เคี่ยวกรำเขามา...ล้วนปลาสนาการไม่เหลือแม้ธุลี

            เหมือนเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง...เท่านั้นเอง...

           



            หลังจากผ่านการรอคอยเนิ่นนานในที่สุดประตูห้องก็เปิดออก ในห้องที่มีเพียงเมมเบอร์ฝั่งเอ็มสี่คน ซึ่งได้แต่มองหน้ากันไปมามาร่วมครึ่งชั่วโมงพากันหันไปมองเป็นตาเดียว และเมื่อพวกเขาเห็นว่าร่างสูงของตุ้ยจากหนุ่มจับจูงเกี่ยวจับมือเรียวของน้องชายคนเล็กเดินตามกันเข้ามา... รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นโดยพร้อมเพรียง

            ไม่มีคำถาม ไม่มีการซักไซ้

            มีเพียงหมัดและฝ่ามือที่ผลัดกันทุบตีลงบนบ่ากว้างแข็งแรงของท่านลีดเดอร์ และฝ่ามือที่ลูบนุ่มนวลบนเรือนผมของน้องน้อยตัวสูงของพวกเขา แต่ถึงแม้ไม่มีการโทษว่าอะไร เทาก็ยังค้อมศีรษะลงให้กับพี่ๆ ทั้งสี่ที่รายล้อมอยู่ทีละคน

            “ขอโทษนะครับ...”

            “ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ที่ทำให้วุ่นวาย ..ขอโทษ...ที่เอาแต่ใจ”

            ...ที่พ่ายแพ้ต่อความต้องการของตัวเอง เลือกที่จะย่างเหยียบก้าวเดินบนสะพานแขวน...ซึ่งอาจทำให้ทุกคนเดือดร้อนในภายภาคหน้า

            “ต้อง...ขอโทษจริงๆ ครับ”

            ฟังคำขอโทษด้วยน้ำเสียงเสียอกเสียใจอย่างนั้น ลู่หานก็ถอนหายใจ แล้วขยับริมฝีปากกล่าวคำ

            “จื่อเทา”

            “...ครับ?”

            “นายรู้ใช่ไหม เรื่องที่พี่คบกับเซฮุน” คนถามถามด้วยเสียงเรียบเรื่อย คล้ายจริงจังคล้ายไม่จริงจัง เดาไม่ออกว่าจุดประสงค์คืออะไร ทว่าเนื้อความของคำถามทำให้เด็กหนุ่มชะงัก

            เทาเงียบไปไม่นาน ก็พยักลงเชื่องช้าครั้งหนึ่ง

            แน่นอนว่าเขารู้ ใครบ้างจะไม่รู้... พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ ทว่าเลือกที่จะไม่พูดออกมาเพราะเจ้าตัวไม่เคยป่าวประกาศอวดอ้างกับใครต่อใคร กระนั้นถึงแม้ไม่มีการประกาศบอก สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ก็ชัดเจนจนทุกคนรู้สึกได้

          เซฮุนกับลู่หานเป็นคนรักกัน

            “นายรู้สึกยังไง?” ลู่หานถามอีก แต่ไม่ได้รอคำตอบจากคนที่ชะงักงันไปอีกหน

            “รังเกียจพี่ไหม? โกรธรึเปล่า? ถ้าเรื่องนี้เป็นสาเหตุให้อนาคตของพวกเราดับลงจะโทษว่า...จะประณาม จะไม่ให้อภัยกันหรือว่าไม่?” คำถามนั้นยังมีอีกมากมาย ล้วนเป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของน้องที่มีต่อการคบหากันระหว่างเขากับเพื่อนร่วมวงอีกคน

            คำถามที่ล้วนแต่ทำให้เทาต้องสั่นศีรษะ ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

            “ผมจะรังเกียจพี่ได้ยังไง...”

            “จะโกรธจะเกลียดที่พี่รักใครได้ยังไง”

            “ถ้าอนาคตในวงการต้องแลกมาด้วยการที่พี่ลู่หานไม่มีความสุข...ผมไม่ต้องการ และเชื่อว่าทุกคนก็ต้องคิดเหมือนกัน... ใช่ไหม...?” เขาครุ่นคิดและตอบทีละคำถามอย่าง และยังหันไปขอความเห็นจากคนตัวสูงที่ยังจับมือของตนอยู่ไม่ยอมคลาย

            น่าแปลกที่อีกฝ่ายเอาแต่อมยิ้ม แม้แต่จะพยักตอบรับสักทีก็ไม่ทำ เด็กหนุ่มอ้าปาก กำลังจะเร่งเร้าขอการสนับสนุนคำพูดของตัว แต่แล้วก็นิ่งไป...คล้ายว่าเข้าใจขึ้นมาถึงความนัยน์ของคำถามเหล่านั้น

            “พี่ลู่หาน...?”

            ชายหนุ่มเจ้าของดวงตาคู่งามสุกใสพยักหน้าลงหนึ่งครั้ง

            “นายยังไม่โทษว่าพี่ แล้วทำไมถึงได้ดูถูกน้ำใจของพวกเรา”

            “มานี่มา” เลย์เป็นคนแรกที่กางแขนออก รับร่างสูงโปร่งของน้องที่โถมเข้าหา กอดรัดเอาไว้เต็มวงแขน กระซิบคำอวยพรให้แก่ความรักที่เพิ่งเริ่มต้นของน้องชาย จากนั้นจึงเป็นเฉินที่ขยี้เรือนผมสีดำสนิทของคนที่แอบอิงอยู่ในวงแขนของเมนแดนซ์ตัวขาว

            “พวกเราเป็นครอบครัวไม่ใช่หรือไง” เจ้าของเสียงสวยว่าพร้อมกับริมฝีปากหยักบางที่คลี่ยิ้มกว้างขวางอ่อนโยน วาดแขนโอบกอดน้องเล็กเอาไว้เช่นกัน

            “ถึงยกให้คริสจะน่าเสียดายไปหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้นะ” มือน้อยอบอุ่นของพี่ใหญ่ตัวเล็กยื่นมาจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงของน้องชายให้เรียบร้อย ไม่วายจิกจักเพื่อนร่วมรุ่นเสียหลายคำ แต่สุดท้ายเขาก็ยังกล่าวอวยพรด้วยรอยยิ้มแล้วค่อยสอดแขนสวมกอดร่างสูงของคนที่อยู่ตรงกลางพร้อมกับกับลู่หานที่ทำแบบเดียวกัน

            ภาพของผู้ชายห้าคนที่กอดกันกลมดูน่าตลก แต่คริสที่ยืนมองอยู่กลับตื้อตันจนรู้สึกคัดจมูก...

            ภาพที่เห็นนี้ทำให้เขารับรู้แล้วว่า...ไม่มีใครไม่ร่วมยินดี ไม่มีแม้สักคน

 

            “คริส! นายเองก็มาด้วยดิ!”

            “เออ ใช่ มาเร็ว มากอดกัน”

            “เร็วๆ เลยฮยอง”

            “มัวชักช้าเดี๋ยวไม่ให้กอดจื่อเทาซะหรอก! แน่ะ หรือเพราะพวกเราชวนเลยมัวยึกยัก จื่อเทาไหนลองชวนคริสบ้างซิ”

            เสียงพูดคุยชักชวนที่เริ่มคะนองปากทำให้เด็กหนุ่มที่ถูกพาดพิงหน้าแดงก่ำขึ้นมา เทาขยับริมฝีปาก อ้าและหุบ ...จึงค่อยงึมงำออกมาในที่สุด...

            “มากอดกันนะฮะ...///”

            ท่าทางนั้นน่ารักน่าชังเสียจนพี่ๆ ออกจะนึกเสียดายอยู่บ้างที่ต้องยกน้องเล็กที่พวกเขาโอ๋เอาใจกันมาตั้งนานให้ลีดเดอร์ซื่อบื้อคนนี้ หนำซ้ำไอ้คนที่ฉกเอาของรักของหวง(?)ของพวกเขาไปต่อหน้ามันยังทำเหมือนหยาม ด้วยการพูดเสียงดังขึ้นมาอีกว่า

            “เมื่อกี้ฉันให้สัญญากับน้องไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำอีกอย่างนึงว่ะ”

            “อะไรอีกคริส?”

            “จูบสาบานต่อหน้าพยาน :)”

            “...ตุ้ยจาง!!”

 

            หนอยแน่ะ... วินาทีนั้นเอง เมมเบอร์ทั้งสี่ได้ข้อสรุปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ว่าตั้งแต่นี้ไปอีกพักใหญ่ๆ พวกเขาจะต้องคอยขัดขวาง ปกป้องน้องเล็กของวงให้พ้นภัยจากไอ้คนชอบหากำไรคนนี้ให้ได้เลย!

 

 



 

- Fin -