[FIC][EXO] summer night'S Dream - 03

posted on 11 Mar 2014 23:10 by ks-night

 

 
 
Title :
 summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------
 
 

 

03 - เจ็บ

 



 

            “ทั้งหมดที่พี่ทำไป...ก็เพราะพี่ชอบนาย” คำพูดนั้นเรียบง่ายและชัดเจนเสียจนไม่ว่าใครก็เข้าใจได้ ทว่าเทาไม่เข้าใจ... ไม่อยากเข้าใจ ใบหน้าอ่อนเยาว์แสดงสีหน้าพิกล เหมือนทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน คิดอยากฉีกยิ้มกว้างๆ จิกกัดอีกฝ่ายสักคำสองคำว่านี่เป็นมุกที่ไม่ได้เรื่องเลย ทว่าดวงตาจริงจังคู่นั้นทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

            เด็กหนุ่มขดตัวโอบแขนกอดเข่าเอาไว้ เสหลบสายตาที่จ้องมองมา เงียบไปครู่ใหญ่เหมือนพยายามจะกลั่นกรองคำพูด

            “ผ...ผม...” เรียวปากหยักสวยเม้มแน่นสลับคลาย “ผม...ไม่เคย...มองพี่ในแง่นั้นมาก่อนเลย...” ที่ท้ายประโยค เสียงทุ้มสั่นไหวและแผ่วเบา... คริสฟังแล้วรู้สึกหัวใจเจ็บเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขาย่อมฟังความหมายนั้นออก...แม้จะบรรจงเลือกใช้คำพูดถนอมน้ำใจสักเท่าไหร่ ทว่าโดยเนื้อหาแล้วก็คือการปฏิเสธ

            “ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่แค่อยากบอกให้นายรู้ไว้...” เสียงที่พูดออกมานี้เยือกเย็นกว่าที่รู้สึก ...ซึ่งเขาก็ดีใจที่มันเป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มเหม่อมองน้องชายที่กอดตัวเองแน่นเหมือนพยายามสร้างเกราะกำบังตัว... นึกอยากยื่นมือออกไปเพื่อปลอบโยนให้อีกฝ่ายหายหวั่นกลัว แต่น่าเศร้าที่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่จื่อเทากำลังกลัวอยู่ ก็คือตัวเขาเอง

            คริสรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว ทว่าก็พยายามจะฝืนทนเอาไว้

 

            ตอนนั้นเองที่ประตูห้องได้ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง เสียงบานประตูกระทบกับผนังดังก้องฝ่าความเงียบ คนที่เปิดออกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... แบคฮยอนนั่นเอง ชายหนุ่มหน้าหวานเสยเรือนผมชื้นเหงื่อของตนขึ้น แค่นเสียงเหยียดๆ ออกมาคำหนึ่ง ตุ้ยจางของเอ็กโซเอ็มเหลียวมองหน้าคนอายุน้อยกว่าแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว

            “นายเข้ามาได้ยังไง”

            “ฮยองล็อคประตูได้ แล้วฉันจะลงไปขอกุญแจสำรองจากฟรอนท์ไม่เป็นรึไง” แบคฮยอนตอบเสียงห้วน ก้าวเท้าเข้าใกล้เพื่อนร่วมวงทั้งสองที่นั่งกันอยู่บนพื้น เขามองสำรวจน้องชายสุดที่รักคร่าวๆ ...สภาพของเทาแย่มาก ตาบวมช้ำติดจะแดงๆเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา เสื้อผ้าก็ยับยุ่งไม่เรียบร้อย แบคฮยอนกวาดตามองต่อ... แล้วก็มองเห็นรอยเปื้อนขุ่นขาวบนพื้นพรม...

            “....!” ชายหนุ่มหน้าหวานส่งเสียงสบถหยาบคายออกมาหลายคำ ทำสีหน้าเหมือนกับอยากเอามีดแทงคนเต็มแก่

            “สารเลว!” เสียงทุ้มที่เคยนุ่มนวลคำราม “อู๋อี้ฟาน นายทำอะไรเทา!” แบคฮยอนกำลังโมโหถึงขีดสุด กระทั่งเสตจเนมหรือคำเรียกขานว่าพี่ก็ไม่เรียกแล้ว

            “ฉัน...ขอโทษ...” นอกจากคำคำนี้ เขาไม่รู้จริงๆ ว่ายังจะสามารถพูดอะไรได้อีก ทว่านี่เหมือนกับการราดน้ำมันบนกองไฟ โหมกระพือให้เปลวเพลิงที่ลุกแรงอยู่แล้วยิ่งลุกโชนยิ่งกว่าเดิม แบคฮยอนกำหมัดแน่น... ตัวสั่นระริก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ต่อยลงบนใบหน้าของคนอายุมากกว่าให้สมอยาก

            “พ...พอเถอะฮะ แบคฮยอนฮยอง” เด็กหนุ่มที่เงียบมานานก็ส่งเสียงร้องห้ามเอาไว้ด้วยภาษาเกาหลีกระท่อนกระแท่น “...ผมไม่เป็นไร”

            เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวกำลังฝืนพูดออกมา นั่นทำให้คริสยิ่งรู้สึกผิด... ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ร่างสูงประเปรียวที่ยังคงนั่งพิงผนังกระจก ถึงแม้ว่าจะปวดใจกับอาการสะดุ้งเล็กๆ ตอนที่เขาสัมผัสฝ่ามือลงกับกลุ่มผมสีดำสนิทแต่นั่นก็เป็นเพราะตัวเองทั้งนั้น...

            “อู๋อี้ฟาน!” คริสไม่สนใจเสียงตะคอกเดือดดาลของแบคฮยอน ยังคงลูบเรือนผมสีเข้มของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา เขาใช้ปลายนิ้วเรียวยาวสางเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงของอีกฝ่ายเหมือนที่เขามักจะทำเสมอเวลาที่เด็กขี้แยคนนี้ร้องไห้ สัมผัสที่แสนคุ้นเคยนี้ทำให้หัวใจที่เต้นแรงด้วยความหวาดกลัวค่อยๆสงบลง

 

            “ตุ้ยจาง...” เทาร้องเรียกเสียงสั่นเครือ ทำให้คริสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเขาก็ขยับยิ้ม...รอยยิ้มแสนเศร้าที่ทำให้คนมองนึกอยากให้เขาร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า

“...กลัวมากใช่รึเปล่า พี่ขอโทษนะ” ลีดเดอร์หนุ่มว่าพลางไล้ปลายนิ้วเรียวผ่านกลุ่มผมนุ่มลื่น ”ต่อไปพี่จะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว...พี่จะพยายาม...ทำอย่างที่นายต้องการ จะกลับไปเป็นพี่ชายที่ดีคนเดิม ...พี่สัญญาว่าจะไม่ทำร้ายจื่อเทาอีก”

            “ยกโทษให้พี่ได้ไหม?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการเว้าวอนร้องขอ ราวกับว่าขอเพียงได้รับการให้อภัย... เขาก็ยินดีที่จะตกตายลงแทบเท้า นั่นทำให้หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มาตลอดร่วงหล่นพร่างพรูออกมาจากดวงตาเรียวคม

            “...” เทาก้มหน้าลงต่ำ พยักหน้าเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด คริสยื่นมือออกไป ทำเหมือนอยากโอบกอดร่างที่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้นของอีกฝ่ายเอาไว้ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำแบบนั้นแบคฮยอนก็แทรกเข้ามาตรงกลาง โอบแขนรอบร่างสูงของน้องชายกันไม่ให้คนอายุมากกว่าสามารถแตะต้องตัวเทาได้

            ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่ทั้งคู่พูดคุยกันเมื่อครู่คืออะไร แต่พิจารณาจากท่าทางของเด็กหนุ่มแล้วแบคฮยอนก็พอที่จะคาดเดาออก

          ‘เห็นแก่ตัว’ ชายหนุ่มหน้าหวานขยับปากโดยไร้เสียง เพื่อที่จะประณามด่าว่าอีกฝ่ายโดยไม่ทำให้คนที่ร้องไห้อยู่ต้องรับรู้

            กับคนที่ถูกล่วงเกินทำร้าย...ไม่มีทางเลยที่ลืมมันได้ลงตลอดทั้งชีวิต เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่พอใจที่คริสใช้ประโยชน์จากความใจดีของเทา เพียงแค่ทำตัวให้น่าสงสาร ทำเหมือนสำนึกผิดแล้วก็ได้รับการให้อภัยง่ายๆ

            แบคฮยอนใช้ดวงตาเรียบเฉยเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จ้องมองใบหน้าที่ท่วมท้นด้วยความรู้สึกผิดของอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ...เขารู้ว่าคริสชอบเทา รู้มาตั้งนานแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับการที่มาทำร้ายน้องชายของเขา ถึงจะรู้ดีว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็เจ็บปวด แต่เขาไม่นึกสงสารคริส ไม่เลยสักนิด คนที่เจ็บปวดและน่าสงสารมากกว่าคือเทาต่างหาก

            คริสสมควรที่จะถูกโกรธ ถูกเกลียด ถูกต่อว่าด่าประณาม

 

นี่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว


 

 

            “คริส!” เสียงที่ถูกกดให้เบาลงอย่างจงใจเอ่ยเรียกคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกัน เจ้าของเสียงเอียงใบหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าไม่ใคร่พอใจเท่าไหร่นัก

            “มีอะไรเหรอ เสี่ยวลู่?”ชายหนุ่มกระซิบตอบเพื่อนร่วมวง พลางขยับยิ้มและยกแขนขึ้นโบกมือให้ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างของเวที ลู่หานมองกริยานั้นของเพื่อนแล้วรู้สึกขุ่นๆ ในใจ เขาเกลียดเวลาที่คริสยิ้มแบบนี้ ยิ้มโดยที่ดวงตายังมืดมนหม่นแสง

            “แกทำอะไรน้อง?” คำถามนั้นทำให้ใบหน้าคมคายที่ฉีกยิ้มอยู่จนถึงเมื่อครู่พลันชะงักไป

            “นี่เป็นหนักกว่าเมื่อวานอีกไม่ใช่รึไง?”

            “...เปล่านี่ นายคิดมากไปแล้ว...”

            แม้คริสจะใช้เวลาไม่นานในการปั้นยิ้มขึ้นมาใหม่ แต่นั่นก็ไม่รวดเร็วพอ ลู่หานแค่นเสียงหัวเราะเหยียดๆ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อถือในคำพูดนั้นเลยสักนิด

            “ถ้าเปล่าแล้วทำไมพวกนายถึงไม่ยอมสบตากันเลยตลอดทั้งวัน” ชายหนุ่มหน้าหวานถามจี้จุด ทว่าลีดเดอร์หนุ่มก็ทำเพียงเงียบเสียงไม่ตอบคำถามนั้นเสีย ส่งให้คนถามได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ กระแทกเท้าแรงๆ เดินหนีไปอีกทาง

            เมื่อลู่หานเดินห่างออกไปไกลแล้ว คริสก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ความเจ็บหนึบแผ่ซ่านออกจากหัวใจแล่นริ้วไปจนถึงปลายนิ้ว เข้มขึ้นจนข้นคลั่ก... แทบจะกลั่นตัวจนจับต้องได้ คริสได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้วเขาก็จะชินชาไปเอง ชายหนุ่มเผลอขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างกลัดกลุ้ม บนใบหน้าคมคายสมบูรณ์แบบปรากฏร่องรอยของความกังวลใจ บ่อยครั้งที่เขาเหลือบมองไปทางร่างสูงโปร่งของเทา ทว่าก็เบือนสายตาออกไปแทบจะทันทีเหมือนไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขากำลังมองอีกฝ่ายอยู่

            จนกระทั่งตอนที่เด็กหนุ่มร่างสูงยกแขนขึ้นโอบรอบบ่าลาดแข็งแรงของเพื่อนร่วมวงอย่างสนิทสนม คริสก็แทบจะสะกดกลั้นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความริษยาเอาไว้ไม่ไหว

 

            ไครู้สึกได้ในแทบจะทันทีว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมา ...เด็กหนุ่มผิวแทนเหลียวมอง สานสบกับดวงตาเรียวคมเย็นชาที่เหมือนกำลังอยากจะฆ่าเขาให้ตาย รอยยิ้มยียวนพลันผุดพรายขึ้นบนเรียวปาก

 

            ...กับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน ต้องมีแต่ว่าจะตาบอดเท่านั้นล่ะถึงจะไม่รับรู้สังเกตเห็นว่าคริสรู้สึกอย่างไรกับมักเน่ของฝั่งเอ็ม แน่นอนว่าไคไม่ได้ตาบอด ดังนั้นเขาจึงยิ่งกว่าแน่ใจถึงความรู้สึกนั้น ถึงแม้ว่าช่วงนี้เหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่แปลกไประหว่างคนทั้งคู่ก็ตาม...

            เด็กหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่งยิ้มที่เหมือนตั้งใจจะล้อเลียน พลางขยับปากพูดโดยไร้เสียง

            ‘ผู้ชายขี้หึง ไม่น่าดูเลยนะฮะฮยอง’ หัวเราะขันในลำคอให้กับอาการขบฟันแน่นอย่างหงุดหงิดของพี่ชายผู้สมบูรณ์แบบ เขานับถอยหลังในใจ ไม่ทันถึงนาที ร่างสูงของอีกฝ่ายก็ขยับพรวดพราดเข้ามาหา ไม่มีใครทันเห็นชัดเจนว่าคริสใช้วิธีการแบบไหน แต่ในเวลาต่อมาเรียวแขนที่เมื่อครู่ยังเกาะเกี่ยวกันอยู่ก็ถูกจับแยกออกจากกันอย่างเป็นธรรมชาติ... เหมือนไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งที่ไคคิดว่าคงจะไม่มีการกระทำใดจะเจตนาไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว...

            “?” เทาออกจะงุนงงอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เด็กหนุ่มเพียงก้มหน้าลง ขยับถอยห่างจากร่างสูงของลีดเดอร์ไปสองสามก้าว บนใบหน้าคมคายอ่อนเยาว์ยังคงแตะแต้มรอยยิ้ม ทว่าไม่มีแม้สักวินาทีเดียว... ที่พวกเขาจะสบตากัน

            ส่วนไคก็ทำเพียงยักไหล่ เขาไม่รู้ว่าทำไมพี่ชายทั้งสองถึงได้ทะเลาะกัน แต่ในฐานะที่เขาเป็นคนนอกก็ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะถ้าหากเขาไม่สามารถประสานความเข้าใจระหว่างทั้งคู่ได้... รอยร้าวที่มีอยู่ก็จะยิ่งลึกและแผ่กว้างไปกว่าเดิม

            เด็กหนุ่มผิวแทนคิดแล้วจึงก้าวถอยออกมา ...ทิ้งให้คริสกับเทายืนยู่ข้างๆ กันที่ตรงนั้น

            ...พร้อมด้วยระยะห่างที่ตลอดมาไม่เคยมี

 

            ทั้งหมดนี้ย่อมตกอยู่ในสายตาของแบคฮยอนที่คอยมองน้องชายอยู่ตลอดมาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มงาน ชายหนุ่มหน้าหวานคว่ำปาก ร่ำๆ จะตรงไปขวางไม่ให้คริสได้อยู่ใกล้กับน้องชายของตน แต่กลับถูกเพื่อนสนิทดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน

            “ปาร์คชานยอล นายจะขวางฉันทำไม!” เขากระซิบเสียงลอดไรฟันถามอย่างขุ่นเคือง สายตายังคงมองไปทางเพื่อนร่วมวงทั้งสองไม่วาง นั่นทำให้คนถูกถามต้องส่ายหน้าอย่างระอาใจ

            “อย่างี่เง่าน่าแบคกี้” คนตัวสูงดุเสียงเบา พยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกตขณะที่หันไปกระซิบเสียงเบายิ่งกว่าให้กับเพื่อน “ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคนสองคน โอเคไหม?”

            คำพูดนั้นไม่ได้ช่วยให้เรียวคิ้วสวยที่ขมวดแน่นคลายออก

            “เทาเป็นน้องชายของฉัน!” แม้ว่าแบคฮยอนจะเบาเสียงลงทว่าความกรุ่นโกรธที่เจืออยู่ในน้ำเสียงยังคงไม่มีทีท่าว่าจะจางลงตาม

            ชานยอลมองใบหน้าขุ่นเคืองของอีกฝ่ายแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย

            “ใช่ เทาเป็นน้องชาย เป็นแค่น้องชาย” เขาเอ่ยย้ำถึงสถานะระหว่างคนทั้งสอง

            “...ดังนั้นนายถึงได้ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปกีดกันขัดขวางคริสฮยอง” ว่าพลางเลื่อนมือไปกอบกุมมือบางของเพื่อนสนิทเอาไว้ กระชับเกาะเกี่ยวเรียวนิ้วสวยไว้ในอุ้งมือใหญ่ของตัวเอง ไม่สำคัญแล้วว่าตอนนี้พวกเขาจะยังยืนอยู่บนเวที... อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาเพียงแค่ไม่ต้องการเห็นเรียวคิ้วคมนั้นขมวดแน่นเข้าหากัน

            ชานยอลออกแรงบีบมือเรียวนั้นเบาๆ เผื่อว่าจะทำให้อารมณ์ของอีกฝ่ายเย็นลงสักหน่อย แต่แบคฮยอนยังคงขมวดคิ้วไม่คลาย และแทนที่จะเข้าใจ เขายิ่งรู้สึกไม่พอใจที่เพื่อนสนิทพูดอย่างนั้น

            ชายหนุ่มหน้าหวานออกแรงดึงมือของตนกลับ แม้ว่าจะมีเสี้ยววินาทีหนึ่งที่ปลายนิ้วถูกเกี่ยวรั้ง ทว่าเขาก็กำลังหงุดหงิดเกินกว่าจะรู้สึกถึง เจ้าของร่างสูงสันทัดแค่นหัวเราะแกนๆ ออกมาพลางเอ่ยคำพูดด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าแข็งกร้าวดื้อรั้น

            “นายไม่เข้าใจ ชานยอล...นายไม่เข้าใจ...”

            “คริสฮยองจะทำให้เทาต้องเจ็บปวด”

            ชานยอลส่ายหน้าช้าๆ

            “ฟังฉันนะ...” รอยยิ้มกว้างขวางที่มักปรากฏอยู่บนใบหน้าคมคายติดหวานของชายหนุ่มตัวสูงจางหายไป ทำให้เขาดูเคร่งเครียดกว่าทุกที จนแม้แต่แบคฮยอนก็จำต้องหยุดฟังคำพูดของอีกฝ่าย

            “ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือไม่... คนที่จะตัดสินใจก็ไม่ใช่แบคฮยอนอยู่ดี” เขารู้ว่านี่ฟังดูเย็นชาและโหดร้าย นี่อาจจะทำให้ถูกเพื่อนสนิทโกรธเอาก็ได้แต่ว่าถ้าหากไม่พูดออกไป เรื่องราวทั้งหมดก็จะยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจแบคฮยอน... ความรู้สึกที่ไม่อยากเห็นคนสำคัญต้องเจ็บปวดน่ะเขาเข้าใจดี แต่เขาก็เข้าใจคริสเหมือนกัน และการที่ไปขัดขวางไม่ให้คริสกับเทาปรับความเข้าใจกันอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

            “ให้น้องได้ตัดสินใจเองเถอะนะ...”

 

 

            ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...

 

 

 

TBC.



Comment

Comment:

Tweet