[FIC][EXO] summer night'S Dream - 07

posted on 04 Apr 2014 17:37 by ks-night

Title : summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------
 
 
 

07 - หลง

 

            แม้แต่ในยามที่หลับตาลง เสียง...สัมผัส...ภาพนั้นก็ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ เด่นชัดโดยไม่ถูกบดบังไปโดยความมืดมิดใต้เปลือกตา

            เด็กหนุ่มพรูลมหายใจยาว ดึงซองบุหรี่ใหม่เอี่ยมจากกระเป๋ากางเกง ฉีกซอง และเคาะเบาๆ กับราวระเบียงดันบุหรี่มวนหนึ่งให้ขยับเคลื่อนออกมา นิ้วเรียวหยิบมวนบุรี่นั้นมาถือไว้ ก่อนจะโยนที่เหลือทิ้งลงไว้บนพื้นข้างตัว เงยหน้าขึ้น เหม่อมองท้องฟ้าปลอดโปร่งต้นเดือนตุลาที่ใสกระจ่างพราวพร่างด้วยดวงดาวระยิบระยับ

ตรงข้ามกับหัวใจเขาที่รู้สึกหนักอึ้งขุ่นมัว

            เคลื่อนคลึงมวนบุหรี่ในมือไปมาโดยไม่ได้จุดสูบ ดูราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์

            เทาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ในดวงตาเรียวยาวที่เจือความอึดอัดคับข้องใจ เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุด เหม่อมองกระดาษที่ม้วนพันค่อยๆ ลุกติดไฟแดงฉาน เพียงแค่มองดูเท่านั้น... นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเปลวควันที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นได้นำพาเอาความขุ่นมัวในหัวลอยหายไป

 

          ‘พี่ชอบนาย’

 

            ...ทว่าก็ไม่ได้นำพาคำตอบของความร้อนผ่าวที่สองแก้มมาด้วย

            ดังนั้นเขาจึงยังไม่เข้าใจ... เหยียดแขนโน้มตัวลงทิ้งน้ำหนักลงบนราวระเบียง มองเปลวควันในมือด้วยใจที่สงบลงเล็กน้อย  

            เขาไม่เข้าใจ...ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้มันผิดเพี้ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่...

 

            “จื่อเทา กับข้าวเสร็จแล้วนะ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับถ้อยคำเรียกขาน เด็กหนุ่มสะดุ้งน้อยๆ หันควับไปทางต้นเสียง คนที่เปิดประตูเข้ามาก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคริส... เทาชะงัก... กระทั่งลมหายใจก็ยังสะดุดลง ตุ้ยจางหนุ่มเองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อเห็นว่าในมือของอีกฝ่ายกำลังถืออะไร

            “...” ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลง คนอายุน้อยกว่ารู้สึกตัวก่อน เขาเสหลบสายตา ขยี้มวนบุหรี่ลงกับราวระเบียงเย็นชืด แล้วโยนที่เหลือทิ้งลงในถังขยะที่วางอยู่ใกล้กัน

            “สูบเหรอ?” คริสถามหลังจากที่อีกฝ่ายก้มลงเก็บซองบุหรี่บนพื้นแล้วก้าวเข้ามาในห้อง คำถามนั้นคล้ายว่าคนพูดกำลังทวนภาพที่เห็นไปมากกว่าต้องการคำตอบ แต่เด็กหนุ่มก็ยังปฏิเสธออกไปเสียงราบเรียบ

            “เปล่าครับ”

            “...ถ้าเปล่าแล้วที่พี่เห็นคืออะไร?” 

            คนถูกถามพ่นลมหายใจ ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด ต่อให้เขารู้ถึงความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้ ทว่าก็ยังไม่ชินกับความเอาใจใส่ที่นับวันยิ่งมากขึ้นๆ เด็กหนุ่มโยนซองบุหรี่ที่ยังคงเต็มแน่นแม้ว่าจะขาดไปหนึ่งมวนลงบนเตียงนอนของตน ไม่คิดจะตอบคำถาม 

            “จื่อเทา” คริสเรียกอีกครั้ง เหมือนจะแฝงการบีบคั้นอยู่ในน้ำเสียง 

เทาขมวดคิ้ว ยังคงยืนกรานและไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม

            “ผมไม่ได้สูบ พี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของพี่” คนอายุมากกว่าได้แต่ส่ายศีรษะ ถอนหายใจก่อนที่จะก้าวเข้าจนชิดร่างสูงประเปรียวนั้น ดึงรั้งให้หันมาเผชิญหน้า

            “เรื่องของพี่อะไรกัน ...ทีเมื่อเช้ายังบอกว่าพี่เป็นของนายอยู่เลย”

 

            ได้ผล...

            ใบหน้าของเด็กหนุ่มร้อนซู่ขึ้นทันตา สีหน้าติดจะหงุดหงิดเปลี่ยนไปเป็นทำอะไรไม่ถูก น่าเอ็นดูจนคนที่มองอยู่อดใจไม่ไหว โน้มใบหน้าลงไปกดจูบแผ่วเบาบนริมฝีปากหยักสวย

            “!!”

            “อื้ม ดูเหมือนจะไม่ได้สูบจริงๆ ด้วยนะ” ชายหนุ่มหัวเราะ บีบปลายจมูกโด่งคมของคนที่กำลังเหวอด้วยความมันเขี้ยวถึงแม้ว่าจะไม่พ้นต้องถูกตีแรงๆ ไปทีสองที แต่บวกลบแล้วยังไงก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม คริสยิ้ม สอดแขนรัดรอบเอวสอบเพรียว ประคองกอดอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆ พลางโยกตัวไปมาราวกับกำลังปลอบเด็กเล็กๆ

            เทาครางฮือในลำคอประท้วงอย่างไม่จริงจัง แต่ก็ยังหลับตาลง ซุกใบหน้าลงกับบ่าลาดแข็งแรง

            “ไม่สบายใจอะไร...บอกพี่ได้ไหม?” คนถูกถามเงียบไปนานจนคนถามคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ตอบแล้ว แต่จู่ๆ เด็กหนุ่มก็พูดขึ้น...ด้วยสุ้มเสียงแผ่วหวิวปานกระซิบ

            “บอกผมได้รึเปล่า ว่าพี่...ชอบผมตรงไหนกัน?”

            ความรู้สึกอ่อนหวานแผ่ซ่าน เอ่อล้นขึ้นกลางหัวใจ 

            ...มันคงจะไม่ผิดหรอกใช่ไหมถ้าเขาจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าน้องกำลังคิดเรื่องของเขาอยู่?

            คริสอมยิ้ม ผละคลายอ้อมกอดออก เลื่อนมือเข้าเกี่ยวพันเรียวนิ้วของตนเข้ากับอุ้งมืออบอุ่น ก่อนที่จะยกขึ้นประทับจูบเบาๆ ตรงนิ้วนางข้างซ้าย และกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนละมุนละไม

            “จำได้ไหม...สักเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่เราสวนกันที่บริษัท”

            “ฮื้อ...ของแบบนั้นจะไปจำได้ยังไง” จื่อเทามุ่ยหน้า บ่นเสียงเบา แต่กระนั้นเรียวคิ้วสวยก็ขมวดเข้าหากันเหมือนเจ้าตัวกำลังพยายามนึก คริสยังคงยิ้ม พูดต่อไปอย่างไม่ถือสา

            “ตอนนั้นนายร้องไห้...”

            คริสจงใจกดเสียงเบาลง โน้มใบหน้าเข้ากระซิบเสียงผะแผ่วชิดริมหูบาง

            “...นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่พี่คิดว่าน้ำตาของคนเราน่ามองได้ขนาดนั้น” เป่าลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนใบหูที่กำลังกลายเป็นสีแดง... ”ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...พอรู้สึกตัวอีกที พี่ก็จะพบว่าตัวเองกำลังมองนายอยู่”

            “...” 

            “พอเห็นนายยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ โกรธ ดีใจ เสียใจ ไม่พอใจ เหงา...นานเข้า บ่อยเข้า...มันก็กลายเป็นคำว่ารัก


            “...////” ถ้อยคำแว่วหวาน เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึก ใครบ้างที่ฟังแล้วหัวใจไม่สั่นไหวเอียงเอน ...เขาเป็นคนธรรมดา มีหัวใจที่ประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อไม่ใช่ก้อนหิน 

            คำพูดเหล่านี้ย่อมซ่านลึกลงไป

            ...เหมือนกับหยดน้ำใสที่ซึมซาบสู่ผืนทราย...

            “พะ...พี่นี่ก็แปลก มีแต่คนเขาว่าหลงรักเพราะรอยยิ้ม เพิ่งเคยได้ยินว่ามีคนที่หลงรักเพราะน้ำตา” เด็กหนุ่มเสทำเป็นแปลกใจกลบเกลื่อนความรู้สึกขัดเขิน ทว่าคริสก็ยังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คลอเคลียลมหายใจอยู่กับใบหูน่ารักที่ขึ้นสีแดงจัดกว่าครั้งไหน

             “แปลกเหรอ...?”

             “...แปลกสิ” 

            “พี่ว่าไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย” ชายหนุ่มเชยปลายคางเรียวที่ก้มต่ำจนชิดออกของอีกฝ่ายขึ้น แตะจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายจมูกโด่งสวย

 

            “น้ำตาในตอนนั้นมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกสนใจ แต่การที่มันจะพัฒนาขึ้นเป็นคำว่ารักได้ ทั้งหมดก็เพราะทุกอย่างที่นายเป็นต่างหาก” 

            

            ฮะ...ฮื้อ... ขี้โกงนี่นา

 

            แบบนี้...ใครเขาจะไม่เขินเล่า!

            “ให้มันจริงเหอะ” เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่เชื่อถือ ตีแรงๆ ลงบนบ่ากว้างแข็งแรงของอีกฝ่ายอีกหนหนึ่ง จนคนอายุมากกว่าหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู เลื่อนริมฝีปากไปจูบย้ำเบาๆ ที่ข้างมุมปากก่อนจะผละห่าง เอียงซบใบหน้าลงกับไหล่ลาดหอมกรุ่น และไถเบาๆ อย่างออดอ้อน

            “จริงสิ หลงจะตายอยู่แล้วเนี่ย” เขาหลับตาลง ...สูดกลิ่นหอมเจือจาง สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอบอุ่นจากร่างให้อ้อมแขน หัวใจรู้สึกอิ่มเอมพองโต...

            ...ทว่าก็ยังคงมีช่องว่างหนึ่งที่เว้าแหว่งขาดหาย...

            “จื่อเทาบอกพี่ได้ไหม...ว่าพี่ต้องทำยังไง นายถึงจะหลงพี่ได้สักครึ่งนึงของที่พี่หลงนาย?”

            คริสหลุดเสียงกระซิบถามเหมือนละเมอ ทว่าที่หางเสียงก็ยังเจือความตัดพ้ออ้อนวอนเจือจาง น้ำเสียงอย่างนั้นทำให้เด็กหนุ่มลมหายใจสะดุด เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงความฉ่ำหวานของการถูกพะเน้าพะนอเอาใจ... คำว่ารักของอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างนั้น แน่นอนว่าย่อมต้องประสงค์ที่จะถูกรักเช่นกัน

            ในเวลานี้... เขาไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่จะเป็นคนที่ถูกรัก

            ...แต่สำหรับการที่จะรักตอบนั้น

            ความสับสนฉาบผ่านเข้ามาในดวงตา เทาดันตัวออกจากอ้อมแขนอุ่นอย่างกะทันหัน คนเป็นพี่ก็ปล่อยออกอย่างง่ายดาย ไม่ได้ดึงดันที่จะเหนี่ยวรั้ง ดวงตาคมคายของเด็กหนุ่มเงยขึ้น สานสบกับสายตาเว้าวอนลึกซึ้งคู่นั้น

            เขาไม่ได้เบือนหน้าหนี กลั้นใจตอบออกไปด้วยเสียงสั่นเครือแผ่วหวิว

            “ไม่...ไม่รู้หรอกครับ”

            ประกายแสงอ่อนโยนในดวงตาคู่นั้นดับวูบลง... ม่านแห่งความเงียบงันคลี่คลุมลงมาอีกครั้ง ทั้งหนาและหนักอึ้งอย่างที่ก่อนหน้านี้ทาบไม่ติด เทายังคงมองลึกลงไปในแววตาคู่สวย... พรูลมหายใจยาว ก่อนที่เขาจะเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ ปัดเป่าลมหายใจหอมกรุ่นลงแผ่วเบา... และแตะสัมผัสที่แผ่วเบายิ่งกว่าลงที่มุมปากได้รูป

 

            “แต่ว่า...จะเอาใจช่วยแล้วกัน พยายามเข้านะ ////" 

 

            พูดจบร่างสูงก็ผละถอยออกไป ก้าวเท้าเร็วๆ ออกไปหาพี่ๆ คนอื่นที่กำลังทานข้าวกันอยู่ ทิ้งให้คนอายุมากกว่ายังคงนิ่งงันอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานกว่าที่คริสจะรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่คืออะไร ชายหนุ่มยกมือขึ้น แตะสัมผัสอย่างระมัดระวัง ณ จุดที่อีกฝ่ายทิ้งรอยจุมพิตเอาไว้ ราวกับกลัวว่าสัมผัสนั้นจะเลือนรางลงไป

            รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนเรียวปาก

            ลุ่มหลงจมดิ่งลงไป...ในหลุมลึกแห่งคำว่ารัก...มากยิ่งกว่าเดิม...

 

            “หยุดยิ้มแบบนั้นสักที น่าขยะแขยงชะมัด” เสียงว่ากล่าวอย่างขุ่นเคืองของลู่หานไม่ได้ทำให้รอยยิ้มกว้างของท่านลีดเดอร์ลดน้อยลงตามคำว่า คริสยังคงยิ้ม...ด้วยดวงตาหวานซึ้งเสียจนทำเอาคนมองเห็นรู้สึกลุกชัน แม้แต่กาแฟดำหอมกรุ่นในมือ ก็ดูจะหวานเลี่ยนขึ้นมาทันตา นั่นทำให้ฟลาวเวอร์บอยเบ้หน้า อดไม่ได้ที่ฟาดมือลงบนบ่ากว้างแข็งแรงให้หายหมั่นไส้

            “แค่จูบทีสองที แปลว่าน้องมันตกลงแล้วเมื่อไหร่ อย่าได้ใจไปนักเลย” ชายหนุ่มหน้าหวานประกาศความจริงอันโหดร้าย ในที่สุดก็สามารถลบเลือนรอยยิ้มออกไปจากใบหน้าของอีกคน

            คริสมุ่ยหน้าขัดใจ วางแก้วกาแฟของตนลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน ถามออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

            “ตกลงว่าแกจะช่วยหรือจะขัดกันแน่วะ?”

            ลู่หานเลิกคิ้ว ทำสีหน้ากวนประสาท ตอบอย่างฉะฉานไร้ความลังเลใจ

            “ก็ทั้งสองอย่างนั่นล่ะ!” พลางเปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มกว้างขวางเมื่อเห็นสีหน้าปวดตับของเพื่อนร่วมวง ดวงตากลมคมสวยหยีลงจนกลายเป็นเส้นขีดเรียวยาว เจิดจ้ารื่นเริง น่ามองยิ่งกว่าดอกไม้ ยิ่งกว่าแสงแดดยามสาย... ทว่าคริสรู้หรอก ว่านี่น่ะคือรอยยิ้มของปิศาจร้ายขนานแท้เลย

            “ฉันจริงจังนะ ลู่หาน” ชายหนุ่มว่า

            “ฉันรู้” คนรับฟังก็พยักหน้ารับ “แต่นายเคยคิดบ้างไหม ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายหรอกนะ”

ร่างผอมบางเอนตัวลงพิงกับขอบเคาน์เตอร์เย็นชืด ดวงตาสดใสระยิบระยับดูราวกับจะเยียบเย็นลงสามส่วนขณะก้มลงมองของเหลวหอมกรุ่นสีน้ำตาลเข้มจัดในแก้ว ...ความอุ่นร้อนที่แผ่ออกมาจากแก้วกระเบื้องไม่ได้ซึมซ่านไปไกลเกินกว่าระยะของอุ้งมือ

            “ผู้ชายกับผู้ชาย... มันไม่ง่ายเลย”

            ในน้ำเสียงของชายหนุ่ม... เกือบจะเจือความขมขื่นเอาไว้

            แต่ถึงมันไม่มีอยู่คริสก็รู้สึกได้ ว่าคำพูดนั้นไม่ได้เพียงหมายถึงตนกับจื่อเทาเท่านั้นหรอก ตุ้ยจางหนุ่มจับช้อนคันเล็กในมือ คนกาแฟที่ละลายจนไม่เหลืออะไรให้ละลายในแก้วของตนไปมาอย่างไร้ความจำเป็น เขาแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ ไม่รู้สึกถึง ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ยุ่ง เขาก็จะไม่เข้าไปแตะ

            เรื่องที่ลู่หานคบกับเซฮุน ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ได้บอกชัด แต่ทุกคนต่างก็รู้อยู่เงียบๆ ทั้งสองคนกำลังคบหาดูใจ เป็นแฟน... คนรัก... สถานะที่คริสหวังอยู่ทุกครั้งหลังจากที่ลืมตาตื่นในแต่ละวัน และก่อนที่จะหลับตาลงนอนในแต่ละค่ำคืน

            เขารู้ว่ามันเสี่ยง รู้ว่ามันไม่แน่นอน รู้ว่ามันอันตราย ขอเพียงความลับนี้ไม่เป็นความลับอีกต่อไป มันก็จะเท่ากับว่าทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลง หมดสิ้นทั้งอนาคตและความฝันทั้งมวล ไม่ใช่เพียงตนเอง แต่อาจรวมถึงอนาคตในวงการของเพื่อนๆ ทั้งวง

            คริสรู้

            รู้อยู่เต็มอกว่าลู่หานกำลังกลัดกลุ้มใจ

            และรู้ด้วยว่านี่มันไม่ดีเลย... กับการที่เขาจะรู้สึกอิจฉาลู่หานที่ได้กลัดกลุ้มใจกับสถานะนี้

            แต่เขาไม่สามารถที่จะห้ามความรู้สึกตัวเองได้... ห้ามไม่ได้เลย

 

            “นายเคยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไหม คริส?”

            “ไม่ ฉันไม่เคยเสียใจ” ...ไม่เสียใจที่ได้รัก

            ลู่หานหลับตา ระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด คลี่ยิ้มเศร้าแสนเศร้าออกมา

            “อืม...ฉันก็เหมือนกัน”

            ว่าแล้วเจ้าตัวก็จัดแจงเปลี่ยนเรื่อง ด้วยการตบฝ่ามือลงกับไหล่กว้างแข็งแรงของเพื่อน เหมือนคล้ายจะให้กำลังใจ

            “นายก็พยายามเข้าแล้วกัน ฉันจะเอาใจช่วย”

            “...ขอบใจ” หลังจากที่คริสตอบรับในลำคอ ทั้งคู่ต่างก็เงียบไปเนิ่นนาน...จมลึกอยู่ในห้วงภวังค์ของตน

            ในที่สุดคริสก็ทำลายความเงียบนั้นลงด้วยการเอ่ยบางสิ่งออกมา

            “ฉันคิดว่าฉันควรบอกนาย บางทีนายอาจจะเปลี่ยนใจ...ไม่ช่วยฉันแล้วก็ได้ แต่ว่าก็ควรจะบอกไปอยู่ดี...”

            “เสี่ยวลู่...ฉัน...” ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง คลับคล้ายว่าลังเลไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ กล่าวออกมาด้วยเสียงผะแผ่วเพียงกระซิบ

            “ฉันนอนกับน้องไปแล้ว”

            ดวงตาของคนฟังเบิกกว้าง แก้วในมือร่วงหล่นลงบนพื้น ...กระทบและพังทลาย เกิดเป็นเสียงแตกร้าวดังบาดหู

            ทว่าลู่หานไม่ได้สนใจ เข้ายื่นมือไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ กระชากเข้าใกล้ จ้องลึกลงไปในดวงตาคู่คมติดจะโศกคู่นั้น

            “...บอกฉัน” 

            ชายหนุ่มกดเสียงต่ำ เคร่งขรึมจริงจังไม่มีการล้อเล่นแม้สักนิด “บอกฉัน ว่านายโกหก”

 

 

 

 

TBC. 

 

Comment

Comment:

Tweet