[FIC][EXO] summer night'S Dream - 08

posted on 04 Apr 2014 17:41 by ks-night

Title : summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------
 
 
 

08 - ร้าว



 

            ปลายนิ้วที่กอบกำคอเสื้อของเพื่อนสั่นระริก ลู่หานขบฟัน พยายามยิ่งยวดที่จะไม่ให้อารมณ์พลุ่งพล่านในตัวมีอิทธิพลมากเสียจนพลั้งเผลอทำสิ่งที่ไม่ควรทำลงไป

            พวกเขาเป็นไอดอล และพรุ่งนี้ยังมีงาน...

            ดังนั้นถึงแม้ว่าอยากจะชกออกไปมากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงแต่ขบกรามอย่างอดทน

            “นายไม่ควรทำอย่างนั้น คริส!” เขากระซิบเสียงต่ำ แฝงเอาไว้ด้วยกระแสความขุ่นมัวอย่างเข้มข้น

            “ไม่ว่าน้องจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่นายสมควรทำ ไม่-ควร-เลย!” คำที่เน้นย้ำเหมือนหมุดแหลมที่ทิ่มแทงเข้าสู่บาดแผล คริสขมวดคิ้ว ทว่าก็ฝืนเอ่ยตอบ

            “ฉันรู้..รู้ว่ามันไม่ควร” ...รู้ดีว่ามันไม่ถูกต้อง ชายหนุ่มหลุบสายตาลง ท่าทีคล้ายยินยอมแบกรับความผิดทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร เขาก็ไม่ปริบ่นโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ

            ลู่หานขมวดคิ้วแน่น

            “นี่คือเหตุผลที่พวกนายไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกแล้วใช่ไหม... คริส นายไม่สามารถเป็นพี่ชายได้อีกต่อไปแล้ว”

            “..ใช่” ดังนั้นต่อให้เขารู้ดีและเข้าใจ ว่าเส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยขวากหนาม ว่ากระทั่งปลายทางยังเป็นหุบเหว... เขาก็ไม่สามารถหันหลังกลับ...ยังคงต้องก้าวต่อไป

            น้ำเสียงนั้นเหมือนกลั่นกรองออกมาจากความท้อแท้สิ้นหวัง คนฟังค่อยๆ คลายมือของตนออกช้าๆ  เขาก้าวถอยออกมา จับจ้องสีหน้าของคู่สนทนาด้วยแววตาสับสน ประกอบด้วยทั้งความขุ่นเคือง และความเห็นใจ ความรู้สึกทั้งหมดตีรวนกัน บรรยายไม่ถูกว่าเป็นรสชาติอย่างไร

            แล้วเขาก็ถาม

            “ถ้าเรื่องนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นล่ะ?” ...ถ้าเรื่องทั้งหมดมันไม่เคยเกิดขึ้น นายจะทำยังไง... จะปิดซ่อนมันต่อไป จะทนเป็นพี่ชายไปทั้งชีวิตอย่างนั้นใช่ไหม?

            คริสรับรู้ได้แม้ว่าลู่หานจะไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด แต่ตอบไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าขีดจำกัดความอดทนของตัวเองมีอยู่เท่าไหร่ อาจสามารถอดทนได้ชั่วชีวิต...หรือบางทีก็อาจจะไม่ เขาไม่รู้ และไม่สามารถย้อนเวลาเพื่อกลับไปพิสูจน์คำว่า อาจจะ นั้นได้

            เขาเลือกไปแล้ว เลือกที่จะพูดออกไป ครึ่งหนึ่งเพราะสถานการณ์บังคับให้เป็นไป แต่อีกครึ่งหนึ่งก็เพราะหัวใจบอกให้ทำ เขาเลือกที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าพี่น้อง ละทิ้งสถานะนั้น ดังนั้นเขาก็ต้องยืดอกรับผลลัพธ์ของการกระทำ

            “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในตอนนี้...”

            ..ต่อให้ถูกกรีดแทงด้วยหนามแหลม หรือร่วงหล่นลงไปในหุบเหว

            ...เขาก็ไม่เสียใจ

 

            “ฉันไม่เคยเสียใจที่รักจื่อเทา”

 

            ที่ด้านนอกของห้อง...ใครคนหนึ่งที่เดินมาดูด้วยความเป็นห่วงเพราะได้ยินเสียงแก้วแตก เขายืนนิ่งอยู่ด้านนอก ซ่อนตัวเองอยู่หลังกำแพง ซึมซาบคำรักอันเจ็บปวดนั้นลงในหัวใจ

            หยดน้ำตามากมายไหลพรูออกมาจากดวงตาเรียวคม

            กลิ้งผ่านผิวแก้มและปลายคาง

            เด็กหนุ่มขบริมฝีปากหยักงามของตน กลั้นสะกดเสียงสะอื้นเอาไว้ในลำคอ ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าออกจากที่แห่งนั้น พยายามไม่ให้สองคนด้านในได้รับรู้ ขณะที่ก้าวเดินไปน้ำตายังคงร่วงหล่นพร่างพรม เจ็บ...เจ็บไปทั้งหัวใจ

            เขารู้ว่าถูกรัก

            เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นที่รักถึงเพียงนั้น ...ไม่เคยรู้เลย

            มือเรียวยกขึ้น...กดแนบลงกับอกด้านซ้าย สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เจ็บแปลบขึ้นมาทุกครั้งที่มันสูบฉีดเลือด ปลายนิ้วสวยกอบกำ คล้ายพยายามจะสัมผัสกับมันให้ได้มากกว่านี้

            เพื่อตอบแทนความรักนั้นเขาควรรีบหาคำตอบให้ได้โดยเร็ว... อย่าให้อีกฝ่ายต้องรอนาน...

            เมื่อเนิ่นนานมาแล้วเทาเองก็เคยเป็นฝ่ายแอบรัก... แม้จะเป็นรักอย่างเด็กๆ ที่ไม่ได้มากไปกว่าการชอบพอต้องใจ แต่เขาก็รู้ว่าความเจ็บปวดทรมานของการรอคอยนั้นเป็นอย่างไร

            คำว่ารักที่บังเอิญได้ยินนั้นร้องเตือนเขา

 

            บอกเขาให้รู้... ว่าหมดเวลาหนีแล้ว

 

            “จื่อเทาอา...นายร้องไห้ทำไม?” เสียงเรียกอันคุ้นเคยทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้ง ยกสันมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า กลั้นสะอื้นแล้วฝืนยิ้ม ส่ายหน้าเบาๆ ตอบเป็นภาษาเกาหลีกระท่อนกระแท่น

            “ฝุ่นเข้าตาน่ะครับ มินซอกฮยอง”

            “แน่ใจนะ?” พี่ชายต่างสัญชาติเขม้นมองเหมือนไม่ค่อยเชื่อ ทว่าเด็กหนุ่มก็ยังคงฉีกยิ้มกว้างเสียจนเขาต้องถอนหายใจออกมา ร่างสมส่วนก้าวเดินเข้าใกล้ อ้าแขนออกและกอดเด็กหนุ่มที่ตัวสูงว่าตนเอาไว้ ลูบฝ่ามือเบาๆ บนแผ่นหลังกว้าง

            “...แค่ฝุ่นเข้าตาจริงๆ นะฮะ” เทาร้องบอก รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งเพราะความอบอุ่นของอ้อมแขนนี้ แต่ก็ยังพยายามจะฝืนทนเอาไว้

            “ฝุ่นก็ฝุ่นสิ ฉันแค่อยากกอดนายเฉยๆ ไม่ได้รึไง?” เป็นคนอายุมากกว่าที่ฮึดฮัดใส่พลางกระชับอ้อมแขนแน่นเข้า รวบรั้งร่างสูงกว่าให้ฝังใบหน้าลงกับบ่าของตน เด็กหนุ่มผ่อนแรงขัดขืน... เอนซบบ่าลาดหอมกรุ่นของพี่ชายราวกับเหนื่อยล้า

            เขาพรูลมหายใจยาว กระซิบเสียงแผ่วด้วยภาษาจีน...เจตนาไม่ให้อีกฝ่ายฟังเข้าใจ

            “ผม...ควรจะทำยังไง...?”

            พี่ใหญ่ไม่รู้หรอกว่าน้องพูดอะไร ดังนั้นเขาจึงทำเพียงแค่ลูบศีรษะทุยสวยเพื่อปลอบขวัญ

            มักเน่ตัวสูงหลับพริ้มดวงตาลง รู้สึกว่าหัวใจสงบลงมากมาย เรื่อยลึกลงไปในความรู้สึก...เขาพบว่าตนค่อยๆ สงบลงทีละน้อย เด็กหนุ่มพึมพำ กระซิบบอกว่าขอบคุณ

            ขอบคุณสำหรับอ้อมกอดอุ่นๆ...

          ...และขอบคุณที่ไม่ได้ถาม

 

            ท่อนแขนเรียวขยับโอบรอบเอวนุ่มของพี่ใหญ่ของวง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

            บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องพูดคุยเพื่อระบายความในใจ แค่ยืนอยู่ด้วยกัน แบ่งปันอ้อมกอด ใช้ความเงียบเยียวยา...โดยไม่สะกิดหัวใจให้เกิดแผล

          ขอบคุณนะฮะ

            พรุ่งนี้...

            วันพรุ่งนี้...

 

            เขาจะให้คำตอบกับตุ้ยจางวันพรุ่งนี้...

            นี่จะเป็น...การหนีครั้งสุดท้ายแล้ว...

 

            คอนเสิร์ตที่เซี่ยงไฮ้ผ่านไปด้วยดี หลังจากที่ทั้งวันยุ่งวุ่นวายไปกับการซ้อมใหญ่ เขายังไม่ได้บอกคำตอบที่ทบทวนมาทั้งคืนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ตั้งแต่กลับมาถึงโรงแรมก็ยังไม่ได้คุยกันเลยสักคำ อาบน้ำเสร็จก็ปิดไฟเตรียมตัวนอน เขาไม่รู้ว่าจะบอกยังไงดี...

            เด็กหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หลุบสายตาลงต่ำ... ประสานนิ้วมือทั้งสิบเข้าด้วยกัน สูดลมหายใจลึกและยาว ทบทวนคำตอบของตัวเองอีกครั้ง ทั้งความรู้สึกและเหตุผล ด้วยสมอง... และด้วยหัวใจ...

            ทุกอย่างกระจ่างชัด...

            ... และเขาก็เลือก...

            ดวงตาเรียวคมลืมขึ้น ทอประกายของการตัดสินใจแน่วแน่ เด็กหนุ่มก้าวจากเตียงของตัวเอง...ย้ายมานั่งทีขอบเตียงของอีกคน เหม่อมองใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายผ่านความมืดมิดของค่ำคืน

            ปัดปลายนิ้วผ่านเรือนผมสีทอง มองอยู่นิ่งนาน

            แล้วเขาก็ค่อยๆโน้มตัวลง หัวใจเต้นแรง...ใบหน้าร้อนฉ่า ทว่าความรู้สึกกลับสงบนิ่ง

            แตะจุมพิตลงบนเรียกปากอุ่นจัดของคนที่หลับใหล อ่อนหวานและนุ่มนวล เบียดคลึงโดยแค่แตะสัมผัส ไม่ได้ล่วงล้ำก้ำเกิน...ปลุกให้ตื่นขึ้นมาฟังคำตอบของเขา

            ตอนแรกคริสงุนงง สัมผัสที่บดเบียดอยู่หวานละมุนและน่าโหยหา เป็นสัมผัสอย่างที่เขาเฝ้าปรารถนาจะลิ้มรสอีกครั้ง

            ราวกับฝัน...

            เขาจึงคิดว่าตัวเองกำลังฝัน

            ฉุดร่างของคนในฝันลงมาทามทับบนตัว ดูดกลืนรสชาติที่หวานหอมเหมือนน้ำผึ้ง ทว่าร้อนผ่าวเหมือนเหล้าเมรัย ดูดดึงและเกี่ยวพัน ถลำลึกลงไปในความฝันอันชวนให้ผู้คนลุ่มหลงเมามาย

            แม้แต่ในฝันจื่อเทายังน่ารัก...

            สั่นเทา แต่พยายามจะตอบสนอง

            ในวินาทีที่เขาเคลิบเคลิ้มงมงายในรสจุมพิต ฟันคมขาวสะอาดได้ขบลงมา ปลุกให้สะดุ้งตื่นขึ้นในความเป็นจริง คริสกะพริบตางงงัน

            เจ็บปวดแปลว่าไม่ใช่ฝัน กระนั้นถ้าจะบอกว่านี่คือความจริงเขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้อยู่ดี

            “ปล่อย... ปล่อยผมก่อนได้ไหม...เรามีเรื่องต้องพูดกัน” เสียงกระซิบขาดห้วงเพราะการหอบเหนื่อยนั้นทำให้คริสได้สติ เขาคลายอ้อมแขนที่รัดรึงอยู่ ปลดปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ

            ร่างสูงประเปรียวขยับลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นบ้าง

            “...” เกิดความเงียบงันขึ้นชั่วอึดใจ แล้วคนอายุน้อยกว่าก็ทำลายความเงียบนั้นลง

 

            “ตุ้ยจาง ผมไม่ได้อยากจะเป็นคนรักของพี่” 

 

            ประโยคนั้นเหมือนคมดาบ ที่กรีดกระชากภาพฝันลวงตาให้แตกร้าวพังทลาย

            คนฟังลมหายใจสะดุด ติดขัด...เย็นเยือกไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้ว ราวกับร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงไปหล่มน้ำแข็ง มันเจ็บและชา...

            “...ทำไม?” เขารู้ตัวว่าถามออกไป ทว่าเสียงนั้นราวกับไม่ใช่เสียงของตน

            “บอกพี่ได้ไหม ว่าทำไม” เขาคิดว่ามันน่าจะสั่นเครือเศร้าสร้อย แต่ไม่ใช่...

            ...เสียงของเขาราบเรียบ

            สงบนิ่งกว่าที่หัวใจกำลังรู้สึก

            เด็กหนุ่มตรงหน้าหลับตานิ่งไป ก่อนที่จะลืมขึ้นอีกครั้ง เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น ประกายแน่วแน่เรียบเฉยอย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดนั่นยิ่งทำให้รู้สึกใจหายวาบ

            “พี่ต้องการอะไรจากการที่เป็นคนรักกัน” เสียงทุ้มกระซิบถามกลับ “ผมแต่งงานกับพี่ไม่ได้ มีลูกให้ไม่ได้ จะบอกใครก็ไม่ได้ว่าเรากำลังคบกัน...”

            แต่ละพยางค์ แต่ละคำ แต่ละประโยค ที่หลุดออกมาจากเรียวปากหยักสวยคู่นั้นเหมือนดั่งก้อนตะกั่วที่ถูกทุ่มถมใส่หัวใจ ถ่วงรั้งให้หนักอึ้ง... ให้จม ให้ร่วงหล่นลง

            ความเจ็บปวดซ่านริ้วเข้ามาในดวงตาคู่คมของคนที่นั่งนิ่งรับฟัง เด็กหนุ่มรับรู้และสังเกตเห็นมันทว่าเขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามันจะต้องลงเอยที่รูปแบบนี้

            เทาสูดลมหายอีกครั้ง

            บังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่น

            “ผมขอถามหน่อยเถอะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะคบกันไปเพื่ออะไร?”

            เรียวปากของคนอายุมากกว่าเผยออ้า คล้ายกับมีคำพูดที่ต้องการบอก แต่จนแล้วจนรอดก็ไร้คำใดลอดผ่านออกมา

            เด็กหนุ่มรอคอยจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีคำพูดใดจะเอ่ย เขาก็หลับตาลง รวบรวมความกล้า รวบรวมกำลังที่จะเปล่งเสียง ...กด...ให้ราบเรียบไร้อารมณ์

 

            “ถ้าพี่จะคบเพื่อที่จะจูบผม ...กอดผม ของอย่างนั้นผมให้ได้ ให้พี่ทั้งหมดคนเดียวเลยก็ยังได้ บอกผมถ้าพี่ต้องการ ...ตราบเท่าที่มันจะไม่กระทบกับงาน” 

 

            เขาไม่สามารถรักตอบได้... พวกเขาไม่สามารถคบหากันได้

            แต่ก็ไม่สามารถแข็งใจตัดรอนคนที่รักเขามากมายถึงเพียงนั้น

            ดังนั้น...

 

            “...ไม่ว่าจะจูบหรือเซ็กส์ ผมให้พี่ได้ทั้งหมด”

 

            ร่างกายของเขาที่อีกฝ่ายพึงใจ จะยินยอมยกให้ จะวางไว้ในอุ้งมือ... มอบให้ครอบครองยึดไว้ ให้กระทำตามใจ...สุดแต่จะต้องการ...

            ตราบจนพอใจ...

            ...จนกว่าหัวใจของพี่จะสามารถหยัดยืนใหม่ได้อีกครั้ง

 

            นี่คือทางที่เขาเลือก... 

 

 

 

 

TBC.

Comment

Comment:

Tweet