[FIC][EXO] summer night'S Dream - 09

posted on 04 Apr 2014 17:51 by ks-night

Title : summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------
 
 

09 - ขื่น

            “ไม่ว่าจะจูบหรือเซ็กส์ ผมให้พี่ได้ทั้งหมด” คมของคำพูดกรีดลึกลงในหัวใจ ลึกยิ่งกว่ารอยแผลใดๆที่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ดวงตาสีเข้มของคนฟังหม่นแสงลง เขาหลับตา...คล้ายกำลังซึมซับถ้อยคำเหล่านั้น ฟังให้เข้าใจ...

            ก่อนที่เขาจะขยับ เคลื่อนตัวเข้าชิดเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ไม่ห่างกัน

            ลมหายเป่ารดสอดประสาน...

            สัมผัสอ่อนหวานที่บนเรียวปากเกิดขึ้นอีกครั้ง

            แล้วเรียวลิ้นชื้นช่ำชองก็ค่อยๆ บรรจงล่วงผ่านเข้ามา เนิบช้า...ละมุนละไม

            มันหวาน...แต่ก็ขื่นขม คนอายุน้อยกว่าอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทา กระนั้นเขาก็ยังหลับตาลง ตอบรับสัมผัสนั้นโดยไม่เกี่ยงงอน ทุกครั้งที่ปลายลิ้นแตะต้องเกี่ยวพันกัน.. กระแสความขื่นที่เจืออยู่บางเบาในรสจูบกลับยิ่งเข้มข้น

            จนในที่สุดแล้วมันก็กลายเป็นจุมพิตที่ทรมานใจ

            เนิ่นนานกว่าที่ทั้งคู่จะผละห่างออกจากกัน

            กลีบปากเปียกชื้น และแดงช้ำ...ทว่ากลับไม่ได้ดูโสมม หรือกระตุ้นตัณหา มันเจ็บปวดและขมขื่นเกินกว่าจะรู้สึกอย่างนั้นไหว

           

            คริสถอยกลับมานั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิมของตน ผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาคู่คมมองตรงไปด้านหน้า สานสบกับดวงตาเรียวยาวทอประกายแน่วแน่ของน้อง หัวใจ...บีบรัดจนเจ็บปวด รู้สึกได้ถึงรสชาติขมปร่าที่โคนลิ้น แต่เขาก็ยอมรับคำตอบที่อีกฝ่ายใคร่ครวญตัดสินใจมาแล้ว

            “นายไม่จำเป็นไม่ต้องให้พี่จูบหรือกอด...” ไม่จำเป็นเลย

            ”พี่เข้าใจแล้ว” ...เข้าใจแล้วว่านายไม่ได้รัก ไม่เคยรัก...

            และจะไม่มีวันรัก... 


            ปมโซ่ที่ยุ่งเหยิงซึ่งร้อยรัดพวกเขาเอาไว้ค่อยๆ คลายออกทีละเส้น...

            “จะไม่ฝืนยื้อไว้ ทำให้เราต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้”

            ...ทีละเส้น

          จนที่สุดแล้วก็ขาดสะบั้นออกจากกัน...

            ...ให้จุมพิตเมื่อครู่แทนการจากลา... นับจากนี้ต่อไป ทุกอย่างจะดำเนินไปสู่จุดจบ จุดจบของคนที่ต่างก็พ่ายแพ้ ไม่ใช่คนรักอย่างที่คริสหวัง ไม่ใช่พี่น้องอย่างที่เทาปรารถนา พวกเขาไม่สามารถจะเป็นอย่างนั้นได้...

            “นอนเถอะ...” คริสกระซิบบอก เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับคำ เดินกลับไปยังเตียงของตน แต่ละย่างก้าวที่เดินไป... ความรู้สึกหนาวเหน็บเจ็บช้ำยิ่งเข้ามาประดัง เทาหลับตา นึกยินดีทีอีกฝ่ายจะไม่มีทางได้เห็น...

            ว่าเขากำลังร้องไห้อีกครั้ง

            เด็กหนุ่มกล้ำกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ สะกดกลั้นเสียงร้องเอาไว้ในความเงียบงัน

            ถ้าเขาไม่รู้สึกอะไร มันก็จะดีกว่านี้ คงจะไม่เจ็บปวดแบบนี้... 

            น่าเศร้าที่มันไม่ใช่

            ไม่ใช่ว่าไม่รัก... แต่เป็นคำว่าไม่สามารถรักได้...

            เขาไม่กล้าหาญพอที่จะตอบรับความรักมากมายลึกซึ้งนั้น ไม่อาจถ่วงดึงให้ตุ้ยจางที่เคารพรักร่วงหล่นลงไปด้วยกัน  จึงมีเพียงแต่ต้องเลือกทางนี้ ทางที่จะทำให้ทุกสิ่งแตกร้าว...พังลง ยับย่อยไม่เหลือชิ้นดี...

            ทั้งคู่ล้มตัวลงนอน หันหลังให้กันโดยไม่พูดคุย สะกดตัวเองให้จมอยู่กับความมืดมิดใต้เปลือกตา...ทว่าตลอดทั้งคืนที่ยาวนาน กลับไม่มีใครที่สามารถข่มตาลงนอนฝัน...

            ไม่มี...

 

            เมมเบอร์ฝังเอ็มกลับถึงหอพักในช่วงบ่ายของวันถัดมา ทุกคนต่างอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานานดังนั้นจึงพร้อมใจตกลงกันว่าจะงดซ้อมหนึ่งวัน แยกย้ายกันไปพักเอาแรง ทว่าลู่หานกลับพบว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น

            คริสไม่ได้กลับเข้าไปพักในห้อง ตุ้ยจางที่รักการนอนหลับมากกว่าอาหารสามมื้อคนนั้น...?

            “คริส!” เขาตัดสินใจส่งเสียงร้องเรียก “ไม่ไปนอนพักสักหน่อยเหรอ ไม่ง่วงรึไง?”

            ใบหน้าคมคายสมบูรณ์แบบของอีกฝ่ายหม่นเศร้า พึมพำตอบกลับมาว่าไม่อยากนอน

            นั่นทำให้ลู่หานยิ่งมั่นใจว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น เขาขมวดคิ้ว ถามออกไปอีกครั้งอย่างระมัดระวัง

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างนายกับจื่อเทา...?”

            แม้ว่าจะเลือกสรรคำประกอบรวมกันเป็นประโยคอย่างระมัดระวังที่สุด มันก็ยังไม่พ้นกระทบลงกับรอยแผลสดใหม่ ดวงตาของคนถูกถามวูบไหวริบหรี่... เหมือนดั่งเทียนไฟต้องลม... แทบหมดสิ้นซึ่งประกายแสงที่เคยสว่างไสว

            เห็นท่าทีอย่างนั้นไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายได้พูดออกมา เขาก็เข้าใจ ชายหนุ่มพรูลมหายใจยาว ลากคอเพื่อนเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็น หยิบเบียร์กระป๋องที่ถูกซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดออกมากองบนโต๊ะเกือบครึ่งโหล ถ้าหากเป็นภาวะปกติคงไม่พ้นถูกท่านตุ้ยจางสวดใส่สักหลายกัณฑ์

            แต่ตอนนี้คริสไม่ได้ว่าอะไรสักคำ

            ตรงกันข้าม เขากลับยื่นมือออกไปรับมัน งัดเปิด และดื่มเข้าไปอึกใหญ่

            รสขมและฟองเบียร์ล่วงผ่านลำคอ ยังเทียบไม่ได้สักกึ่งหนึ่งของรสขื่นที่ติดตรึงอยู่ตรงโคนลิ้น นั่นทำให้เครื่องดื่มที่ควรจะมีรสชาติชัดเจนจืดชืดกว่าที่ควรเป็น

            อึกแล้วอึกเล่าถูกกลืนลงไป ไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่า...

            ลู่หานมองแล้วส่ายหน้า หยิบมาเปิดให้ตัวเองกระป๋องหนึ่ง ค่อยๆ จิบดื่มเป็นเพื่อนคนที่กำลังดื่มเป็นบ้าเป็นหลังคนนั้น

            “ฉันเคยคิด...” ในที่สุดตุ้ยจางหนุ่มก็พูดออกมาหลังจากที่เบียร์กระป๋องที่สองพร่องไปเกือบครึ่ง

            “เคยคิดว่าถ้าพยายามมากพอ สักวันก็จะได้รับความรักกลับมาบ้าง” ...แม้สักเศษเสี้ยวหนึ่งของที่ทุ่มเทไปก็ยังดี

            แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่

            นั่นเป็นเพียงการคิดเข้าข้างตัวเองโง่ๆ หัวใจคนเราซับซ้อนถึงเพียงไหน การจะรักใครสักคนนั้นยากเย็นเท่าไหร่ เขาเลอะเลือนโง่งมหลงลืมไปเสียสนิทใจ...

            น้ำเสียงของชายหนุ่มแม้ราบเรียบ แต่ก็เจือความเศร้าลึกล้ำ บีบคั้นให้ผู้คนเกิดความเวทนาสงสาร คนที่ได้ฟังย่อมอดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดหัวใจตามไปด้วย ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าสมควรเอ่ยปลอบโยนอย่างไร ทำได้เพียงยื่นมือไป ตบลงบนบ่ากว้างแข็งแรงหวังจะให้กำลังใจ

            “นี่...เสี่ยวลู่”

            ชายหนุ่มกระซิบเรียกชื่อของเพื่อน ทั้งที่ยังจดจ้องสายตามองกระป๋องอลูมิเนียมเย็นเฉียบในมือ... ก่อนที่จะพึมพำทบทวนคำถามอันน่าเจ็บปวดใจขึ้นมา

            “...แต่งงานไม่ได้ มีลูกไม่ได้ บอกใครไม่ได้... การที่ผู้ชายสองคนคบกัน มันจะต่างอะไรกับเซ็กเฟรนด์?”

            เขาเพียงแค่ถามออกไปโดยไม่ได้ต้องการคำตอบ เพียงแค่อยากระบายความรู้สึกเจ็บปวดเหนื่อยล้าของตน แต่ลู่หานฟังแล้วก็ยังหน้าตึง ไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้กรุ่นโกรธขึ้นมา

            คำนั้นดูถูกเขา ดูถูกความรู้สึกของเขา ดูถูกความรักของเขา...เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการเหยียดหยามแล้ว

            “จื่อเทาเป็นคนพูดใช่ไหม?”

            ตอนแรกคริสเงียบเสียง ไม่ได้ตอบ เนิ่นนานกว่าที่จะพยักหน้าเชื่องช้า

            ลู่หานส่ายศีรษะ เข้าใจแล้วว่าคริสถูกปฏิเสธอย่างเลือดเย็นถึงเพียงไหน แต่แล้วเขาก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้... กับเด็กน้อยที่มีความคิดละเอียดอ่อนลึกซึ้งอย่างจื่อเทา ย่อมรู้และเข้าใจว่าคำพูดของตนจะส่งผลอย่างไร ประกอบกับความเคารพนับถือคริสที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เพราะอะไรถึงยังจะพูดออกมา...

 

            “อา...เด็กโง่นั่น...” ชายหนุ่มหน้าหวานส่งเสียงอุทานในลำคอ พอจะคาดเดาเรื่องราวได้แปดเก้าส่วน เขาวางกระป๋องเบียร์ของตนลงบนพื้น ยกมือขึ้นนวดขมับ อันที่จริงเขาก็รู้ว่าด้วยเหตุและผล นี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด กระนั้นก็ยังต้องถอนหายใจออกมายาวเหยียด

            “...” เขาสามารถบอกสิ่งที่ตนสังเกตตีความให้คริสฟังได้ ชี้ทางให้แก่คนที่เจ็บปวดใจจนลืมหวนนึก เยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของอีกฝ่าย...

            แต่นั่นจะมีประโยชน์อะไร

            จื่อเทาเลือกทางนี้... เลือกที่จะให้ยาแรง ตัดรักตัดรอนอย่างหักดิบ ฝืนทำให้พังภินท์...บังคับให้คริสต้องยอมแพ้ตัดใจ ถ้าเขาบอกออกไป ความพยายามของน้องย่อมต้องสูญเปล่า...

            เปรียบเทียบกันแล้ววิธีการของน้องคือการผลักให้เดินไปบนถนนที่ปูด้วยหนาม แม้จะว่าจะเจ็บปวดเจียนตาย ทว่าก็เป็นทางออกที่รวดเร็วเด็ดขาดของเขาวงกตที่ชื่อว่าความรัก เมื่อหลุดพ้นออกไปได้...สิ่งที่รอคอยอยู่คืออนาคตอันเรืองรองสว่างไสว

            ถ้าเขาพูดออกไป

            คริสจะถูกถ่วงรั้งเอาไว้ด้วยความหวังริบหรี่นี้ ความหวังที่หวานหอมและโหดร้าย ให้จมอยู่ในปลักโคลน... ให้ยืนอยู่บนสะพานแขวนง่อนแง่นที่พร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อ...

 

            บอกกล่าวหรือปล่อยไป...

            เขาควรจะเลือกทางไหนกัน

 

            “...ทำไมนายถึงคบกับเซฮุนล่ะ”

            ระหว่างที่ลู่หานกำลังลังเลใจ จู่ๆคริสก็ถามขึ้นมา

            ฟลาวเวอร์บอยนิ่งอึ้ง ทบทวนคำถามนั้นรอบหนึ่ง ความคิดอันปั่นป่วนค่อยๆ สงบลง ดวงตาทอประกายอ่อนโยน

            “ฉันไม่รู้ว่ามันจะช่วยอะไรนายได้ไหม แต่ก็อยากจะบอกให้นายเข้าใจ...” กระซิบตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบมั่นคง

            “สำหรับฉันกับเซฮุน การคบกันไม่ใช่เพียงคำพูดหรือสถานะ แต่มันคือสายสัมพันธ์...” ลู่หานก้มลงฝ่ามือของตน เหยียดกางปลายนิ้วทั้งห้า แล้วประสานเรียวนิ้วเข้าหากัน ยามเมื่อหวนนึกถึงสัมผัสที่เคยกอบกุมมือของกันและกันเอาไว้สีหน้าของเขายิ่งนุ่มนวลลง...

            “สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ก็ยังรู้สึกถึง”

 

          “ดังนั้นมันไม่ใช่คำถามที่ว่าคบกันไปทำไม...เพื่ออะไร แต่เพราะรัก...ถึงได้คบกัน”

            ...แม้ว่าจะเสี่ยง แม้ว่าบางครั้งจะเหนื่อยล้า บางครั้งจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังสามารถอยู่เคียงข้างกัน สามารถยึดเหนี่ยว ประคับประคองกันเอาไว้

            มันเป็นทางที่เขาเลือกด้วยหัวใจ...ไม่ใช่เหตุผล

            ยินยอมจมอยู่ในปลักโคลน ยืนอยู่บนสะพานแขวน แม้ร่วงหล่นลงไปตายก็ไม่เสียใจ...

           

            คริสรับฟังคำพูดเหล่านั้น ซึมซับมัน ในที่สุดเขาก็พังทลาย...

            ร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

            ไม่ใช่การสะอึกสะอื้นฟูมฟาย เป็นการร้องไห้ที่เงียบงันที่สุดเท่าที่ลู่หานเคยเห็น

            ...และยังเป็นการร้องไห้ที่เศร้าที่สุดด้วย

 

            “ฉันอิจฉานาย...”

            เป็นอีกครั้งที่ลู่หานยื่นมือมาตบเบาๆ บนแผ่นหลังกว้างของเพื่อน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าแผ่นหลังของตุ้ยจางที่ตลอดมามักให้คนอื่นพึ่งพิง... จะสามารถดูเปราะบางได้เท่าวันนี้

            “...อิจฉานายมากจริงๆ...” 

         

            น้ำตาและถ้อยคำนั่น... ทำให้ลู่หานตัดสินใจได้...

            คริสรักจื่อเทา...รักไม่ได้น้อยกว่าที่เขารักเซฮุน

            และจื่อเทาก็ให้ความสำคัญกับคริสมากพอที่จะกลั้นใจผลักออกห่าง อยากให้พบพานกับสิ่งที่ดี อยากให้มีอนาคตที่ดี ที่เหมาะสม ที่ถูก...และควร

 

            ดวงตาคู่สวยพลันทอประกายดื้อรั้น

            เขาตัดสินใจแล้ว

            ไม่สำคัญว่าจะเป็นปลักโคลนหรือหุบเหว ตัวเขาหัวรั้นเกินกว่าจะห่วงกลัวอนาคตเลวร้ายที่ยังมาไม่ถึง ขี้คร้านจะกังวลสนใจ ต่อให้จากนี้คริสจะพยายามตัดใจ เขาก็จะพานผลักให้จมดิ่งลง

            ช่างหัวเหตุผลล้านแปด ช่างหัวเรื่องที่คนทั้งโลกบอกว่าถูกต้องดีงาม

            สิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ได้ นอกจากเหตุผลแล้ว ยังมีหัวใจ

           

            ตัดสินใจได้ก็ส่วนตัดสินใจได้ แต่กับเรื่องที่ว่าการกระทำของเทาแฝงความหมายอะไรไว้ลู่หานก็ยังไม่ได้บอกออกไป แม้จะดื้อรั้นเขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขารู้หรอกว่ามันมีประโยชน์ตอนไหน และไร้ประโยชน์เมื่อใด

            ในเวลาที่หัวใจเจ็บปวดและบอบช้ำถึงขีดสุดอย่างนี้ บอกไปก็เป็นได้เพียงลม...

 

          “เข้มแข็งไว้ คริส”

            ถึงแม้จะเจ็บปวด จะร้องไห้ จะขื่นขมอย่างไร อย่าเพิ่งตัดใจ ไม่อนุญาตให้นายตัดใจ...ฉันจะช่วยนายเอง

           

 

 

TBC. 

Comment

Comment:

Tweet