[FIC][EXO] summer night'S Dream - 10

posted on 04 Apr 2014 17:54 by ks-night

Title : summer night'S Dream
Author : KsNight
Pairing : Kris*Tao
Rating : NC - 17
Author note: เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 
------------------------

10 -โง่

 

 

            หลังจากที่ร้องไห้ออกมาในวันนั้น คริสก็รู้ตัวแล้วว่าสมควรที่จะตื่นจากความฝัน หยุดฝืนทนยึดยื้อในสิ่งที่มันไม่อาจได้มา ตุ้ยจางหนุ่มเงียบขรึมขึ้นอย่างที่สังเกตได้ไม่ยาก แม้ว่าเขาจะยังวางตัวต่อคนอื่นเหมือนเดิม พูดคุย ยิ้ม หัวเราะ เอาใจใส่ ทว่าเขากลับระมัดระวังอย่างยิ่งเวลามีปฏิสัมพันธ์กับน้องเล็กของฝั่งเอ็ม

            เขาไม่ต้องการให้น้องลำบากใจ

            ดังนั้นถึงแม้จะเจ็บปวดจนบางครั้งอยากตัดพ้อฟูมฟาย หรือเมินหน้าไม่มองกันให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ทว่าเขาไม่ได้อยากเห็นสีหน้าอึดอัดของน้องเลยแม้สักนิดเดียว

            คริสจึงเลือกที่จะอดกลั้นต่อความรู้สึกส่วนตัว พยายามวางตัวเป็นพี่ชายใหม่อีกครั้ง แม้ว่าการทำอย่างนั้น...

            ...มันจะยากเย็นมากก็ตามที

            อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตัวเองทำมันได้ดีในหลายวันมานี้ แต่มันก็คงจะทำได้เรื่อยไป ถ้าในช่วงท้ายของงานวันเกิดอี้ชิง สมาชิกฝั่งเคไม่ได้โผล่มาเซอร์ไพรส์

            “Happy Birthday!”

            คริสไม่ได้เตรียมใจที่จะได้มองเห็นสีหน้าและท่าทางผ่อนคลายของเทาเวลาที่อยู่กับแบคฮยอน ไม่ได้ทำใจมาก่อนว่าจะต้องมาทนดูรอยยิ้มกว้างสดใสและการออดอ้อนที่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะแตะต้องครอบครองอีกเป็นครั้งที่สอง

            มักเน่ตัวสูงยิ้มกว้าง แทบจะโผเข้ากอดเมนโวคัลฝั่งเค ใบหน้าที่ดูอิดโรยซีดเซียวอยู่บ้างสดใสขึ้นมาทันตา

            “แบคฮยอนฮยอง!” เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาแผ่วเบา กระชับอ้อมแขนกอดร่างสูงสันทัดของคนตัวเล็กกว่าไว้เสียแน่น “มาได้ยังไง ไหนบอกว่าแสดงเสร็จก็จะกลับเลยไม่ใช่เหรอ?”

            อารามดีอกดีใจ เจ้าตัวถึงกับหลุดถามออกมาเป็นภาษาจีน แบคฮยอนฟังไม่รู้เรื่อง แต่เห็นสีหน้าท่าทางของน้องบวกกับความสนิทสนมที่มีให้กันเขาก็พอจะเข้าใจ ชายหนุ่มหน้าสวยเหยียดยิ้มกว้างขวางไม่แพ้กันก่อนจะอธิบาย

            “บอกก่อนก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ!” ว่าพลางบุ้ยใบ้ไปทางเจ้าของวันเกิด เลย์หัวเราะ อวดลักยิ้มน่ารักบนแก้มขาวทั้งสองข้าง กล่าวขอบใจเพื่อนๆ ฝั่งเคที่อุตส่าห์รีบร้อนมากันขนาดที่แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยน

            ทุกคนอวยพรให้เมนแดนซ์ตัวขาว แม้ว่าจะค่อนข้างเร่งรีบเพราะพวกเขาไม่ได้มีเวลามากมาย ทว่าก็ยังสัมผัสได้ชัดเจนถึงสิ่งที่เรียกว่าความผูกพัน ระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกันสนุกสนาน คริสก้าวถอยออกมาเงียบๆ บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ที่จริงแล้วเขาไม่อยากจะทนฝืนยิ้มอยู่ในเวลาที่ไม่มีความยินดีแม้สักเศษเสี้ยว

            แบคฮยอนเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทันเห็นตอนที่ตุ้ยจางฝั่งเอ็มเดินเลี่ยงออกไป

            ใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มขรึมลงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอี้ยวตัวกระซิบบอกน้องชายคนสนิทว่าเดี๋ยวมา

 

            ร่างสันทัดเดินตามร่างสูงไปด้วยฝีเท้าเร่งรีบไปตามทางเดินไร้ผู้คน ทันทีที่ตามทันเขาก็เอื้อมมือไปยึดบ่าของอีกฝ่ายเอาไว้ กระชากให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันอย่างไม่เกรงใจ

            “พี่ทำเทาร้องไห้อีกแล้วใช่ไหม!” คริสไม่ได้ตอบ พูดให้ถูกคือไม่ทันได้ตอบ เพราะประโยคถัดมาของแบคฮยอนดังขึ้นติดๆกัน “ฉันคิดไว้แล้วว่าพี่จะต้องทำให้เทาเสียใจ ผิดจากนั้นเสียที่ไหนกัน”

            “...”

            “ไอ้คนเห็นแก่ตัว พี่ทำร้ายเขาไปกี่ครั้ง ทำให้เขาเจ็บปวดไปมากเท่าไหร่แล้ว!” 

            ในตอนที่แบคฮยอนหยุดพักหายใจ คริสก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ว่าอะไร ดังนั้นไฟโทสะของชายหนุ่มร่างเล็กจึงยิ่งคุโชน เขากระชากคอเสื้ออีกฝ่าย ตะคอกใส่อย่างก้าวร้าว

            “ถ้าพี่บอกว่ารักเขาทำไมพี่ไม่ให้ความสำคัญ ถ้ารักทำไมถึงยังทำให้เสียใจ ทำไมถึงได้ปล่อยให้ร้องไห้! หรือที่แท้พี่ก็แค่ใส่หน้ากากแสนดี ใช้คำพูดสวยหรูบังหน้า ที่ทำไปทั้งหมดก็แค่เรื่องล้อเล่นหรือไง!” คำบริภาษว่าร้ายกาจของคนอายุน้อยกว่าทำให้คริสทนเงียบต่อไปไม่ไหว

            เขาออกแรงผลักร่างสันทัดของอีกฝ่ายออกไป ตะคอกกลับด้วยเสียงที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงอารมณ์กราดเกรี้ยวไม่แพ้กัน

            “นายจะเข้าใจอะไร! บยอนแบคฮยอน! อย่างนายจะเข้าใจอะไร!” ...คนที่เป็นที่รักอย่างนายจะเข้าใจอะไร

            “จื่อเทาไม่เสียใจ” ไม่มีวันเสียใจ “เขาไม่เสียใจเพราะฉันหรอก!”

            “น้องปฏิเสธบอกว่าไม่อยากเป็นคนรักของฉัน เขาพูดอะไรบ้างนายรู้ไหม จื่อเทาบอกว่าจะยอมให้จูบ ยอมมีเซ็กส์ด้วย แต่ว่าจะไม่รัก...จะไม่เป็นคนรัก” น้ำเสียงของคนพูดยิ่งนานยิ่งสั่นพร่า ที่ท้ายประโยคแทบเหมือนเสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายบาดเจ็บใกล้ตาย “...แล้วอย่างนั้นเขาจะมาเสียใจเพราะฉันได้ยังไง”

            คริสแสยะยิ้มเย้ยหยัน สมเพชตัวเองเหลือทน ที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวันได้มากลับยังคงภาวนา ยังคงงมงาย

            ...ยังคงเจ็บปวดแทบตาย...

            “ฉันรู้ว่าน้องใจดี ที่ผ่านมามันอาจเรียกได้ว่าความสงสารเห็นใจ อาจเรียกว่าความสมเพชเวทนา น้องไม่สบายใจเพราะฉันน่ะใช่ แต่นั่นไม่ใช่คำว่าเสียใจอย่างแน่นอน”

            แบคฮยอนได้ฟังคำนั้น นอกจากจะไม่รู้สึกเวทนาสงสาร เขากลับยิ่งกราดเกรี้ยวโกรธา

            ชายหนุ่มกำหมัด สุดท้ายก็เงื้อชกออกไปอย่างอดรนทนไม่ไหว มือเรียวที่เครียดแน่นกระทบเข้าที่ปลายคางเรียวได้รูป เกิดเป็นเสียงพลั่กทึบๆ บาดหู แต่เขายังไม่สาแก่ใจ ผลักอีกฝ่ายให้ซวนเซล้มลง แล้วจึงเตะซ้ำเข้าที่สีข้างลำตัวอย่างโหดร้าย

            “ไอ้โง่เอ๊ย!”

 

 

            นอกจากแบคฮยอน ยังมีอีกสองคนที่รับรู้ว่าตุ้ยจางหนุ่มเดินเลี่ยงออกไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

            คนหนึ่งคือลู่หาน ส่วนอีกคนคือเทา...

            ลู่หานมองดูเด็กหนุ่มผมดำที่นั่งกระสับกระส่าย กำรวบนิ้วมือเข้าหากัน สีหน้าและแววตาพะว้าพะวังห่วงใยสองคนที่หายไป พลันเหยียดรอยยิ้มออกมา มีโอกาสไหนจะเหมาะเท่าตอนนี้อีก

            “จื่อเทา” ชายหนุ่มกระซิบเรียกพลางวางมือลงบนบ่าลาดแข็งแรงของเด็กหนุ่ม

            “คริสกับแบคฮยอนหายไปนานเกินไปแล้ว ไปตามกลับมาให้พี่หน่อยได้ไหม” ดวงตาคมสวยไหววูบขึ้นทันที ทอประกายของความของความลังเลไม่มั่นใจ

            “เป็นผม...จะดีเหรอครับ”

            ชายหนุ่มหน้าหวานกดยิ้ม ...เป็นยิ้มอย่างที่ที่ทำให้วงหน้าอ่อนเยาว์นั้นเคร่งขรึมลงหลายส่วน

            “จื่อเทาใช้อะไรตัดสิน ว่าดีหรือไม่ดี?”

            เด็กหนุ่มเผยอปากคิดจะอธิบาย เขาไม่อยากเป็นคนไปตาม เพราะรู้ดีว่านั่นจะทำให้คริสลำบากใจ แต่พอดีคำถามนั้นได้กระทบเข้ากับส่วนเสี้ยวความคิดอันเปราะบางที่ถูกกดไว้ ทำให้สั่นไหว...ทำให้ทลาย กะเทาะจนเกิดรอยปริร้าว...ที่แม้จะเล็ก แต่ก็ลึกและชัดเจน...

            “...ผม...” คำต่อไปที่ควรจะพูดอกมา ถูกโซ่ตรวนบางอย่างสะกดให้กล้ำกลืนไว้

            ลู่หานบีบนวดเบา ๆ บนบ่าลาดที่เริ่มสั่นน้อย ๆ กระซิบต่อไปด้วยเสียงอ่อนโยนที่หนักแน่นมั่นคง

            “พี่รู้ว่านายคิดครวญแล้ว ไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ...ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยเหตุและผล พี่ไม่เถียงเลย ว่านายตัดสินใจได้ถูกต้อง”

            “นายเห็นแก่อนาคตของเขา ของพี่ ของทุกๆ คน ...ห่วงใยใส่ใจ กลัวว่าจะทำให้มันพังลง” ปลายนิ้วเรียวเลื่อนผละจากบ่าลาด สัมผัสลงบนผิวแก้มเย็นเฉียบซีดขาว บรรจงเช็ดหยดน้ำตาที่เอ่อซึมออกมาจากปลายหางตาเรียวสวย

 

            “แต่ทำไม...ถึงไม่เห็นแก่หัวใจตัวเอง” 

 

 

            “โง่บัดซบ!”

            “พี่ไม่เห็นหรือไงว่าน้องทำสีหน้ายังไง” แบคฮยอนโมโหจนไม่สนใจแล้วว่าอะไรจะเกิด “พี่ตาบอด มองไม่น้ำตาของน้องหรือไงกัน!”

            เขาคิดอยากทำร้ายอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ ให้สาหัสจนสาสมกับความเจ็บปวดของน้องชายของตน จากที่เทาเล่าให้ฟัง แม้เจ้าตัวจะตั้งใจปกป้องไม่โทษว่าแม้สักคำ แต่แบคฮยอนก็รู้ว่าต้นเหตุของเรื่องมันเกิดจากอะไร เรื่องมันจะไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าหากคริสเห็นค่าของน้องพอที่จะยับยั้งชั่งใจ...ถ้าหากคริสไม่กอดเทาในวันนั้น มีหรือที่เรื่องมันจะเป็นอย่างวันนี้

            ไม่...ไม่มีทาง

            “ต่อให้คนทั้งโลกสงสารพี่แต่ฉันไม่!”

            ถ้าหาก...ถ้าหาก...ถ้าหาก...

            มีคำว่าถ้าหากมากมาย ที่ถ้าหากคริสไม่ทำ ไม่มาหมุนฟันเฟืองวงล้อให้ขยับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไป

            ...คนที่เสียใจเพราะเรื่องนี้...ก็จะมีเพียงคนเดียว...

            “ไอ้เลวเอ๊ย!”

            ชายหนุ่มยกเท้า หมายจะเตะซ้ำ แต่คนที่นอนล้มอยู่กลับขยับเสียก่อน คริสฉุดดึงกระชากร่างโปร่งของอีกฝ่ายให้ล้มลงเช่นกัน อาศัยจังหวะที่แบคฮยอนไม่ทันตั้งตัวเขาก็กดบ่าเอาไว้ ยกตัวขึ้นด้านบน เงื้อหมัดเตรียมจะเอาคืน

            “ตุ้ยจาง! พี่จะทำอะไร หยุดนะ!!” เป็นเสียงร้องเรียกตื่นตระหนกอันคุ้นหูที่ทำให้กำปั้นที่กำลังจะตวัดชกลงชะงักไป วินาทีถัดจากนั้น ร่างประเปรียวสมส่วนของเจ้าของเสียงก็ตรงเข้ามาจับล็อคตัวตุ้ยจางของฝั่งเอ็มเอาไว้

            กลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคยโหยหาทำให้คริสหลับตาลง ยินยอมโอนอ่อนขยับลุกตามแรงนั้นโดยไม่ขัดขืน

            “พวกพี่ทำอะไรกัน!”

            เด็กหนุ่มร้องถามเป็นภาษาจีนเสียงตระหนกตกใจก่อนที่จะถามเป็นภาษาเกาหลีบ้าง แบคฮยอนร้องเฮอะในลำคอ ขยับลุกขึ้น ตบปัดรอยเปื้อนสกปรกบนชุดของตน ก่อนที่จะสะบัดหน้ากลับเข้างานไปโดยไม่ตอบคำถาม

            “ตุ้ย...ตุ้ยจาง...” เมื่อไม่มีอีกคนให้ถาม ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงย้อนมาเรียกคนที่ถูกคุมตัวเอาไว้

            “ไม่มีอะไร...” คริสเองก็บอกเพียงแค่นั้น ก่อนที่จะขยับตัวให้หลุดจากการควบคุม เดินกลับเข้าไปเช่นกันโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองคนที่มาห้ามแม้สักวินาทีเดียว...

            “....”

 

            หลังจากกลับเข้ามาในงาน ไม่ว่าจะเมนโวคัลของฝั่งเคหรือลีดเดอร์ของฝั่งเอ็มก็ทำตัวปกติ ราวกับไม่มีเรื่องอะไร จนกระทั่งเมมเบอร์ยูนิตเคร่ำลากลับไป และจนกระทั่งจบงาน...รอยบวมช้ำที่ถูกปกปิดด้วยแป้งรองพื้นก็เผยชัดต่อสายตาเพื่อนร่วมวงทุกคน

            “...คริส”

            ซิ่วหมินกดเสียงราบเรียบคาดคั้น เจตนาชัดเจนว่าจะบังคับให้ตอบคำถาม

            “นายทะเลาะอะไรกับแบคฮยอน...” น้ำเสียงนั้นของพี่ใหญ่เจือทั้งความห่วงใยและการตำหนิติเตียนคริสพรูลมหายใจยาว บอกปัดไปอีกครั้งว่าไม่มีอะไร เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าใครย่อมไม่เชื่อถือคำพูดนั้น ซิ่วหมินหงุดหงิดใจจนเกือบจะวางมวยกับคนเจ็บอีกรอบหนึ่งแล้วแต่ก็เป็นลู่หานที่ออกมาไกล่เกลี่ย

            “ทำแผลก่อนเถอะ เสร็จแล้วค่อยมาคุยกัน”

            เลย์พยักหน้ารับ เดินไปหาสต๊าฟที่กำลังเก็บกวาดข้าวของ ขอกล่องปฐมพยาบาลมาชุดหนึ่งวางเอาไว้ตรงหน้า ก่อนจะฉุดข้อมือของเด็กหนุ่มผมดำที่ยืนอยู่ห่างออกไปให้เข้ามาใกล้ กดบ่าลาดแข็งแรงของอีกฝ่ายให้นั่งลงตรงข้ามกับคนเจ็บ

            “!” เทาย่อมต้องตกใจ ตวัดสายตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าเรียบเฉยของเมนแดนซ์ตัวขาวด้วยสีหน้ากึ่งตื่นใจกึ่งหวั่นกลัว

            “นายมือเบาที่สุดแล้ว ทำแผลให้คริสสิ” คนถูกมองชี้แจงเรียบง่ายโดยไม่สนใจสีหน้าของคนอายุน้อยกว่าเลยสักนิด เด็กหนุ่มผมดำเม้มริมฝีปากได้แต่เลื่อนไปหยิบกล่องยาตรงหน้า ด้วยมือที่สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดเจน

            เห็นท่าทีอย่างนั้นคริสก็ถอนหายใจสั้นๆ ขัดด้วยการเอื้อมมือไปดึงกล่องยานั้นเข้าหาตัว

            “ไม่เป็นไร”

            ...ถ้าลำบากใจ ก็ไม่เป็นไร...

 

          “เดี๋ยวพี่ทำเองได้”

            ถ้อยความที่ออกจากปากนั้นเรียบเฉย แต่คำที่สะท้อนอยู่ในแววตาต่างหากที่กัดกร่อนหัวใจ เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ในอก ทำให้อึดอัด หายใจไม่ได้...ทำให้หยดน้ำร้อนผ่าวเอ่อคลอขึ้นที่ขอบตา...

            เทาก้มหน้าลงต่ำ ไม่นานหลังจากนั้นก็ลุกพรวดขึ้น สาวเท้าเร็วๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น

            ในขณะที่หลายคนยังมึนงง ตุ้ยจางหนุ่มคือคนที่งุนงงที่สุด

            เมื่อครู่นี้...

            สิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่นี้....?

 

            “ตามไป”

            เสียงของลู่หานดังขึ้นขัดความสับสนในห้วงความคิด คลับคล้ายทั้งคำสั่ง และละม้ายเหมือนการร้องขอ

            ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเพื่อน...

            “คริส ตามน้องไป...ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”

            “คุย? คุยอะไร?”

            เขาอดไม่ได้ที่จะถาม แต่ลู่หานก็รำคาญใจเกินกว่าจะอธิบาย

            “บอกให้ตามก็ตาม” เขาฉุดร่างสูงของท่านลีดเดอร์ให้ลุกขึ้น ผลักแรงๆ ไปในทิศทางที่เด็กน้อยก้าวพรวดออกไป ยังคงรุนหลังให้ตุ้ยจางหนุ่มออกเดินแม้ว่าจะยังดูงุนงง แปลความอะไรไม่ทัน

 

            สิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่นั้น

            ยังคงติดตรึงอยู่ในสมองและยังคงขบคิดไม่เข้าใจ...

            ดวงตาที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำใส...แววตาแห่งการตัดพ้อนั้นคืออะไร...

 

            ...บางทีคงอย่างที่แบคฮยอนว่าไว้

            ตัวเขาเหมือนโง่งมเกินกว่าจะเข้าใจ...ถึงความหมายของมัน...

 

 

 

 

TBC.

Comment

Comment:

Tweet